ประจำเดือน

  • หน้าใสไร้สิวก่อนมีประจำเดือนทำยังไงกันนะ??

    สิว เป็นปัญหาผิวที่พบบ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการผลิตน้ำมันส่วนเกินและการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งนำไปสู่การเกิดสิวได้ สิวสามารถส่งผลต่อความมั่นใจและการนับถือตนเองของผู้หญิงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนมีประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้หญิงมักจะรู้สึกอ่อนไหวและไม่มั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม มีวิธีการรักษาสิวในช่วงก่อนมีประจำเดือนได้ โดยทำตามเคล็ดลับต่อไปนี้ ล้างหน้าให้สะอาดวันละสองครั้ง โดยใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิว และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่รุนแรง เช่น แอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้ ใช้โทนเนอร์ เพื่อช่วยกระชับรูขุมขนและลดความมันส่วนเกินบนใบหน้า ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและป้องกันการเกิดสิว หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและการอุดตันของรูขุมขนได้ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และอาหารแปรรูป ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและป้องกันการเกิดสิว นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองและลดความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจทำให้เกิดสิวได้ ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อช่วยให้ร่างกายได้ขับเหงื่อและกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งอาจช่วยลดการเกิดสิวได้ หากมีสิวอักเสบหรือสิวหัวหนอง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม การรักษาสิวในช่วงก่อนมีประจำเดือนอาจต้องใช้เวลาและความอดทน แต่หากทำตามเคล็ดลับข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยบรรเทาการเกิดสิวและทำให้ผิวหน้ากลับมาใสไร้สิวได้ทันช่วงมีประจำเดือนได้นะเจ้าคะ Tips รวมเคล็ดลับบำรุงแก้ปวดประจำเดือน PRODUCT แนะนำสูตรวิจัยอาหารเสริมNV7 แก้ปวดประจำเดือน 🌿 ไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่ป้องกันไม่ให้ปวดอีกต่อไป! ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางไลน์

  • น่ารู้! วิธีดูแลผิวตอนเป็นประจำเดือน

    ถึงแม้ว่าประจำเดือนจะทำให้ผิวของเราเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีวิธีดูแลผิวในช่วงนี้ให้สวยใสได้อยู่นะเจ้าคะ มีวิธีอะไรบ้างสาวๆ ไปติดตามกันเลยเจ้าค่ะ ล้างหน้าให้สะอาด การล้างหน้าให้สะอาดเป็นสิ่งสำคัญมากในการดูแลผิว โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือนที่ผิวของเราจะมันและเป็นสิวง่ายขึ้น ควรล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิว วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ หลังจากล้างหน้าแล้ว ควรบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยเฉพาะบริเวณที่แห้งกร้าน เช่น แก้มและรอบดวงตา ทาครีมกันแดด การทาครีมกันแดดเป็นสิ่งสำคัญมากในการปกป้องผิวจากรังสี UV ที่ทำร้ายผิวได้!!! โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือนที่ผิวของเราจะแพ้ง่ายขึ้น ควรทาครีมกันแดดทุกวันก่อนออกจากบ้านกันนะ ดื่มน้ำเยอะๆ การดื่มน้ำเยอะๆ ช่วยให้ผิวของเราชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือนที่ผิวของเราจะแห้งได้ง่ายขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนให้เพียงพอช่วยให้ร่างกายของเราฟื้นฟูตัวเองได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผิวของเราดูสดใสและมีสุขภาพดี~~~~~~~~~~~ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารรสจัดอาจทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ ซึ่งส่งผลต่อผิวของเราด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือนที่ผิวของเราจะแพ้ง่ายขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตของเราดีขึ้น ส่งผลให้ผิวของเราได้รับสารอาหารและออกซิเจนมากขึ้น ทำให้ผิวของเราผ่องใส มีเลือดฝาด ดูสุขภาพดี ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง หากสาวๆ มีปัญหาผิวที่รุนแรงในช่วงที่มีประจำเดือน ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ในช่วงที่เป็นประจำเดือน สาวๆ หลายคนมีปัญหาเรื่องผิวพรรณทั้งผิวมัน ผิวแห้ง ผิวหมองคล้ำ รวมทั้งสิวยังขึ้นอีกต่างหาก ถึงเราจะแก้ที่ต้นเหตุไม่ได้เพราะปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากฮอร์โมน แต่เราสามารถดูแลตัวเองให้ดีได้เพื่อบรรเทาอาการเหล่านี้ให้มีน้อยที่สุด คงไม่มีสาวๆ คนไหนไม่รักสวยรักงามหรอกจริงไหมเจ้าคะ!!…

  • ประจำเดือนทำผิวเราเปลี่ยนไปยังไงบ้างนะ??

    ไหนลองถูผิวดูหน่อยซิ เอี๊ยดดดดดด อุ๊ต้ะ! พอประจำเดือนมาทำไมผิวแปลกๆ ไปล่ะเนี่ย ประจำเดือนเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของผู้หญิงทุกๆ คน แต่รู้ไหมว่าประจำเดือนส่งผลต่อผิวพรรณของเราด้วยนะ! ในช่วงที่มีประจำเดือน ฮอร์โมนในร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลง ทำให้ผิวของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เหมือนกับการเกิดสิวของเรา ผิวมัน ในช่วงที่มีประจำเดือน ร่างกายของเราจะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้ผิวของเราแลดูมันเยิ้มและเป็นสิวง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณทีโซนอย่างหน้าผาก จมูก คาง ผิวแห้ง ในขณะเดียวกัน ฮอร์โมนบางชนิดที่ลดลงในช่วงที่มีประจำเดือนก็ทำให้ผิวของเราแห้งลงได้ โดยเฉพาะบริเวณแก้มและรอบดวงตา ผิวหมองคล้ำ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงที่มีประจำเดือนยังทำให้ผิวของเราหมองคล้ำลงได้ เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงผิวลดลง แพ้ง่าย ผิวของเราจะแพ้ง่ายขึ้นในช่วงที่มีประจำเดือน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอลง สิวขึ้น สิวเป็นปัญหาผิวที่พบบ่อยในช่วงที่มีประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและความมันบนใบหน้า ริ้วรอยเหี่ยวย่น ในช่วงที่มีประจำเดือน ผิวของเราจะสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินมากขึ้น ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายขึ้น ผิวแต่ละคนจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับแต่ละคน หรือบางคนอาจจะเป็นทุกอาการที่พูดถึงเลยก็ได้นะ ติดตามการดูแลผิวของเราช่วงที่เป็นประจำเดือนได้ที่นี่เลย Tips รวมเคล็ดลับบำรุงแก้ปวดประจำเดือน PRODUCT แนะนำสูตรวิจัยอาหารเสริมNV7 แก้ปวดประจำเดือน 🌿 ไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่ป้องกันไม่ให้ปวดอีกต่อไป! ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางไลน์

  • ประจำเดือนมา สิวก็มา มาได้ยังไงเนี่ย?!!

    สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวอักเสบ สิวหัวช้าง สิวๆๆๆ สิวเป็นปัญหาผิวที่พบบ่อยในสาวๆวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือน ผู้หญิงหลายคนอาจสังเกตเห็นว่าสิวของตัวเองแย่ลงในช่วงก่อนมีประจำเดือน ทำไมถึงชอบเป็นสิวตอนจะเป็นประจำเดือนด้วยเนี่ย?? มันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายยังไงล่ะ!! ในช่วงก่อนมีประจำเดือน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจนเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนเหล่านี้กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น ทำให้อาจนำไปสู่การอุดตันของรูขุมขนและทำให้เกิดสิวได้ นอกจากนี้ฮอร์โมนเหล่านี้ยังทำให้ผิวหนังมีความมันมากขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิววววววววววววว สิวที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือนมักจะปรากฏบริเวณใบหน้า หน้าอก และหลัง สิวเหล่านี้อาจมีลักษณะแตกต่างกันไป ตั้งแต่สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวอักเสบ และสิวหัวหนอง การรักษาสิวที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือนสามารถแก้ได้โดยใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่จำหน่ายตามร้านขายยา หรือปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ควรดูแลผิวหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ ล้างหน้าวันละสองครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าด้วยมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแบคทีเรีย สิวที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือนมักจะหายไปเองหลังจากที่ประจำเดือนมาแล้ว อย่างไรก็ตาม หากสิวไม่หายไปหรือมีอาการรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้สิวอาจแสดงให้เห็นในประจำเดือนด้วย ไปดูกันได้ที่ ป่วยไหม ?? ดูจากประจำเดือนได้เลย ง่ายมาก Tips รวมเคล็ดลับบำรุงแก้ปวดประจำเดือน PRODUCT แนะนำสูตรวิจัยอาหารเสริมNV7 แก้ปวดประจำเดือน 🌿 ไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่ป้องกันไม่ให้ปวดอีกต่อไป! ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางไลน์

  • ระวัง! ปวดประจำเดือนนานไปเสี่ยงมีลูกยาก

    อย่างที่เคยพูดไปก่อนหน้านี้ที่ ปวดท้องประจำเดือน เป็นโรคพวกนี้หรือเปล่า? ว่าการปวดประจำเดือนส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการบีบตัวของมดลูกอย่างรุนแรงผิดปกติ หรือการหลั่งสารพรอสตาแกลนดินมากกว่าปกติทำให้เราปวดท้องประจำเดือน แต่การที่เราปวดท้องประจำเดือนไม่ได้มีแค่สาเหตุนี้เท่านั้น อาจเกิดจากโรคต่างได้เช่นกัน เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่จนกลายเป็นซีสต์และเจริญเติบโตกลายเป็นมะเร็งในโพรงมดลูก มดลูกโต ผังผืดในโพรงมดลูกและเนื้องอกในมดลูก ซึ่งโรคเหล่านี้นอกจากทำให้ปวดท้องประจำเดือนแล้วยังทำให้มีลูกยากด้วย แล้วทำไมโรคเหล่านี้ถึงทำให้มีลูกยากไปดูกันเถอะ!!!! ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือ ภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกอาจจะไปสะสมและเจริญเติบโตในรังไข่หรือปีกมดลูกแทนที่จะเจริญเติบโตในโพรงมดลูกในช่องท้อง ทำไมเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ถึงทำให้มีลูกยากกันล่ะ?? เพราะว่าเยื่อบุโพรงมดลูกจะทำให้เกิดผังผืดเพิ่มขึ้นบริเวณปีกมดลูก หรืออาจมีสารบางตัวที่ไปทำลายไข่ และขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนนั่นเองงงงงง พัฒนามาจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตในรังไข่ในรูปแบบถุงน้ำ ทำให้ปวดประจำเดือนขั้นร้ายแรงงงงงง ภายในถุงน้ำมีของเหลวคล้ายช็อกโกแลต จึงมีการเรียกว่าช็อกโกแลตซีสต์ เมื่อซีสต์มีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้การเจริญเติบโตของฟองไข่เป็นไปได้ยากขึ้น ไข่เจริญเติบโตไม่เต็มที่ ไม่มีการตกไข่เลยทำให้มีลูกยาก มดลูกโต คือ ภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกแทรกตัวเข้าไปในกล้ามเนื้อของผนังมดลูก มีรูปแบบเดียวกับภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แต่เป็นการที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตในกล้ามเนื้อของผนังมดลูก มดลูกโตจะทำให้มดลูกเกิดการอักเสบเรื้อรังและมีผังมดในมดลูก ส่งผลต่อการฝังตัวอ่อนและเพิ่มโอกาสในการแท้งลูกอีกด้วย ผังผืดในโพรงมดลูกเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้สาวๆ ที่ปวดท้องประจำเดือนมานานมีโอกาสในการตั้งครรภ์น้อยลงมาก เโรคอื่นๆ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือมดลูกโตก็ล้วนแต่ทำให้เกิดผังผืดในมดลูกเช่นกัน ผังผืดในโพรงมดลูกอาจเกิดจากการอักเสบของมดลูกจากการที่เยื่อบุโพรงมดลูกถูกทำลาย ทำให้โพรงมดลูกเกิดการติดกัน ผังผืดมีทั้งผังผืดบางและผังผืดหนาจนปิดกั้นทั้งโพรงมดลูก พังผืดจะขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน หรือทำให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์และแท้งได้ง่าย เนื้องอกในมดลูกเป็นก้อนแข็งๆ ที่เกิดอยู่ภายในมดลูกบริเวณต่างๆ เช่น ตรงมดลูก โพรงมดลูกหรือปากมดลูก เมื่อก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่อาจจะไปเบียดโพรงมดลูก ทำให้โพรงมดลูกผิดรูปไปจากปกติ ตัวอ่อนจึงไม่สามารถฝังตัวอยู่ในมดลูกได้ ส่งผลให้มีลูกยากไปด้วย การปวดท้องประจำเดือนนานๆ อาจไม่ได้มีสาเหตุแค่ร่างกายหลั่งสารพรอสตาแกลนดินมากเกินไปทำให้เรารู้สึกเจ็บจากการบีบตัวของมดลูกมากกว่าปกติ…

  • ปวดท้องก่อนมีประจำเดือน เกิดจากอะไรนะ??

    ปัญหาปวดท้องประจำเดือนพบเห็นได้ทั่วไปกับสาวๆ ที่มีร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรง แต่รู้ไหม นอกจากปวดท้องประจำเดือนแล้วยังมีอีกหนึ่งการปวดท้องน้อยที่จะเกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน แต่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนด้วย นั่นก็คือ การปวดท้องจากการตกไข่ นั่นเอง ปวดท้องจากการตกไข่คืออะไร?? เกิดขึ้นเมื่อไหร่?? โดยปกติเราจะมีการตกไข่ช่วง 14 วันก่อนจะเป็นประจำเดือนอยู่แล้ว ซึ่งการปวดท้องจากการตกไข่นี้อาจส่งผลต่อใครก็ตามที่มีการตกไข่ ซึ่งเป็นเวลาที่ไข่ถูกปล่อยออกมาเป็นส่วนหนึ่งของรอบประจำเดือน เราจะมีอาการปวดท้องจากการที่รังไข่ปล่อยไข่ออกมา จะมีความรู้สึกเหมือนปวดตุบๆ หรือกระตุกอย่างฉับพลัน ใช้เวลาไม่กี่นาทีถึง 1 หรือ 2 วัน เกิดขึ้นประมาณ 14 วันก่อนมีประจำเดือน จะรู้สึกปวดท้องแค่ 1 ด้านในแต่ละครั้ง สลับข้างกันทุกครั้ง ขึ้นอยู่กับรังไข่ตัวไหนปล่อยไข่ อาจมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อยหรือตกขาวระหว่างการตกไข่ก็ได้ หากการตกไข่เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้เจ็บปวดและไม่รุนแรง การอาบน้ำอุ่นหรือกินยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน อาจเป็นสิ่งที่สาวๆ ต้องการ หมออาจแนะนำ การคุมกำเนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไข่ เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดหรือยาฝังคุมกำเนิด หากหมอคิดว่ามีอย่างอื่นที่ทำให้เกิดอาการปวด อาจส่งสาวๆ ไปทดสอบหรือพบผู้เชี่ยวชาญ การรักษาจะขึ้นอยู่กับว่าเกิดจากอะไร นอกจากการปวดท้องเพราะตกไข่แล้วบางทีการปวดท้องอาจเกิดจากโรคบางชนิด เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือซีสต์รังไข่ การปวดท้องจากการตกไข่เกิดก่อนประจำเดือนจะมาค่อนข้างนาน สาวๆ จึงอาจไม่ทันคิดว่าการปวดท้องจากการตกไข่นี้เกี่ยวกับการที่ประจำเดือนมาด้วย แต่การปวดท้องจากการตกไข่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่าการปวดท้องประจำเดือน เพราะในตอนที่มีการตกไข่จะมีแรงบีบรัดตัวน้อยกว่าตอนที่เป็นประจำเดือนแล้วนั่นเองเจ้าค่ะ…

  • ประจำเดือนมาพร้อมเพื่อนสนิทเป็นเพราะอะไร??

    หลังจากผ่านด่านวิชาการน่าเบื้อน่าเบื่อมาแล้ว วันนี้แม่นางทานตะวันจะมาพูดถึงหนึ่งในข้อสงสัยสุดฮิตของสาวๆ นั่นก็คือทำไมเราถึงเป็นประจำเดือนพร้อมเพื่อนหรือคนรอบข้างอย่างแม่และพี่สาวกันนะ แม่นางทานตะวันจะมาเฉลยคำตอบนี้ไปพร้อมๆ กัน ~~~~~~~ กระบวนการที่ผู้หญิงที่อยู่ใกล้กันเริ่มมีประจำเดือนพร้อมกันมีชื่อเรียกว่า ‘Period Sync’ หรือ ‘McClintock effect’ ที่ตั้งชื่อตาม Martha McClintock ผู้ที่วิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่ามกลางความเชื่ออื่นๆ ที่เราพูดถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความร้อนในร่างกายหรือความใกล้ชิด มาร์ธาตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงถูกสะกดจิตในช่วงนี้ เนื่องมาจากกลไกทางร่างกายหลายอย่าง การที่ประจำเดือนมาพร้อมกันนี้ระบุว่าผู้หญิงที่อยู่ใกล้กันหรือใช้เวลาร่วมกันเป็นประจำ มักจะพบการซิงค์กันในรอบประจำเดือน Netra Giri แพทย์ประจำเมืองให้เหตุผลว่า “ตอนที่เป็นประจำเดือน ทุกคนจะปล่อยฟีโรโมนในอากาศออกมาสู่สิ่งแวดล้อม ฟีโรโมนเหล่านี้ส่งผลต่อจิตใจและพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ใกล้ชิด (ทางร่างกาย) และในบางกรณีก็มีความเชื่อมโยงทางอารมณ์ด้วย” แต่สถานการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน Dr. Rekha Asgekar นรีแพทย์ที่ปรึกษากล่าวว่า “เนื่องจากกระบวนการทางร่างกายทั้งหมดนี้ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนที่มีชื่อว่าฟีโรโมน การรบกวนทางร่างกาย จิตใจ สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพใดๆ ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่อาจส่งผลต่อการซิงค์กันได้” ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดจะมีรอบประจำเดือนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ร่างกายจะทำงานอย่างเป็นระบบและไม่มีแรงภายนอกส่งผลต่อวงจร ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีโอกาสน้อยมากที่ประจำเดือนจะซิงค์กับคนอื่น “เพราะผู้หญิงแต่ละคนฮอร์โมนมีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมร่างกายของแต่ละคนถึงทำงานแตกต่างกันออกไป แม้ว่าจะอยู่ใกล้ชิดกับผู้หญิงคนอื่นๆ ก็ตาม” เราสรุปได้ว่าการที่ประจำเดือนเรามาพร้อมกับเพื่อนสาวคนสนิทหรือคนใกล้ชิดเป็นเพราะการสะกดจิตตัวเองหลังจากการได้ยินคนอื่นพูดถึงประจำเดือน หรืออาจเป็นเพราะฟีโรโมนในร่างกายถูกขับออกมาส่งผลกระทบต่อผู้หญิงคนอื่นที่อยู่รอบตัว แต่เพราะฮอร์โมนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผู้หญิงบางคนเลยอาจไม่ได้รับผลกระทบจากฟีโรโมนในอากาศ และไม่เคยเป็นประจำเดือนพร้อมเพื่อนเลยก็ได้ การวิเคราะห์เหล่านี้ยังไม่มีการวิจัยอย่างชัดเจน ทำให้ไม่สามารถรับประกันความถูกต้องได้ถึง 100%…

  • ปวดท้องประจำเดือน เป็นโรคพวกนี้หรือเปล่า?

    สำหรับใครที่คนรอบตัวปวดท้องประจำเดือนกันหมดอาจจะรู้สึกว่าการปวดท้องประจำเดือนนี่มันเป็นเรื่องปกติสามัญทั่วๆไป แต่ความจริงแล้วการไม่ปวดท้องเมนส์ต่างหากที่ต้องเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่กลายเป็นลาภอันประเสริฐสำหรับคนแข็งแรง!! การปวดท้องเมนส์อาจเป็นสัญญานเตือนอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบอกถึงสภาพร่างกายของเราหรือโรคที่ซ่อนอยู่ แล้วโรคร้ายแรงพวกนี้มีอะไรบ้างนะ?? ติ่งเนื้อ (Polyps) ติ่งเนื้อในโพรงมดลูกส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็งและไม่ทำให้เกิดอาการอะไรขึ้น แต่อาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติและส่งผลต่อการมีลูกในอนาคตได้ สามารถตรวจได้ด้วย TVS และการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอด แนะนำให้นำติ่งเนื้อออกด้วยการส่องกล้องโพรงมดลูกและวิเคราะห์เนื้อเยื่อด้วยการประเมินทางจุลพยาธิวิทยา มดลูกโต (Adenomyosis) ภาวะอะดีโนไมซิส เป็นรูปแบบพิเศษของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดยมีการเจริญเติบโตของเยื่อเมือกในเยื่อบุโพรงมดลูกในผนังมดลูก ผู้หญิงที่มีภาวะอะดีโนไมซิสมักมีเลือดออกผิดปกติในมดลูก (มีประจำเดือนมามากผิดปกติ) ปวดระหว่างมีประจำเดือนหรือมีเพศสัมพันธ์ และมีประวัติภาวะมีบุตรยาก ความเด่นชัดของภาวะอะดีโนไมซิสในประชากรหญิงไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาของ TVS พบว่าจะพบภาวะอะดีโนโมซิสมากกว่า 30% เมื่ออายุมากกว่า 40 ปี เนื้องอกในมดลูก (Leiomyomas) เนื้องอกในมดลูก เป็นเนื้องอกที่ไม่ร้ายแรง พบได้ทั่วไปที่ชั้นผนังมดลูก ระหว่างอายุ 30 ถึง 40 ปี พบในผู้หญิง 1 ใน 10 คน และในช่วงอายุ 40-50 ปี ผู้หญิงทุกๆ 4 คนจะมีเนื้องอกในมดลูก สิ่งเหล่านี้สามารถบุกรุกเข้าไปในโพรงมดลูก…

  • รู้ไหม? เป็นประจำเดือนอาจมีอาการพวกนี้ด้วย

    นอกจากปัญหาปวดท้องประจำเดือนที่ชอบมารบกวนการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ร่างกายเรายังมีปัญหาร่วมอื่นๆ ที่จะมาช่วงเป็นประจำเดือนด้วย โดยปัญหาพวกนี้จะแบ่งตามระบบร่างกายของเรา เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธ์ุและปัญหาทางด้านจิตใจ ไปดูกันเถอะว่าปัญหาที่ระบบร่างกายเหล่านี้มีอะไรบ้างงงงงงงง ปัญหาที่เกิดที่ระบบทางเดินอาหารมีหลายอาการ ได้แก่ ท้องอืด ท้องเสีย ท้องผูก คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหารหรือมีความอยากอาหารมากขึ้น อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นช่วงก่อนและตอนเป็นประจำเดือน เกิดจากกลไกของสารพลอสตาแกลนดินที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อในกระเพาะอาหาร ลำไส้ เกิดการหดตัว ปัญหาที่เกิดที่ระบบทางเดินปัสสาวะมีอยู่ 2 อาการ ได้แก่ ปัสสาวะน้อย และปัสสาวะบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะมีอาการช่วงที่เป็นประจำเดือน ปัญหาที่เกิดที่ระบบผิงหนังจะเห็นชัดเจนกว่าที่ระบบอื่นๆ ของร่างกาย ได้แก่ สิว เหงื่อออกมาก มือหรือแขนขาบวม ส่วนใหญ่เกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน เป็นระบบที่สัมพันธ์กับการมีประจำเดือนมากที่สุด ปัญหาที่เกิดที่ระบบประสาทมีอาการ ดังต่อไปนี้ อ่อนเพลีย ใจสั่นมือสั่นและปวดหัววิงเวียน ส่วนใหญ่จะมีอาการในช่วงที่เป็นประจำเดือน เกิดจากกลไกของสารพลอสตาแกลนดินที่ทำให้หลอดเลือดทั่วไปเกิดการหดรัดตัวเช่นเดียวกันกับระบบทางเดินอาหาร ปัญหาที่เกิดที่ระบบสืบพันธ์ุแบ่งได้ 2 ช่วง คือช่วงก่อนมีประจำเดือนจะมีอาการเจ็บคัดเต้านมและตกขาวมาก ส่วนช่วงมีประจำเดือนจะมีอาการคันช่องคลอดและปวดท้องน้อย อย่างที่เคยพูดไปแล้วว่าคนที่เป็นประจำเดือนจะมีอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ ทำให้มีปัญหาทางด้านจิตใจง่ายขึ้น เนื่องจากฮอน์โมนเอสโตเจนช่วงหลังตกไข่สูงกว่าปกติจึงส่งผลต่ออารมณ์ เช่น หงุดหงิด เครียด วิตกกังวล…

  • บันทึกประจำเดือนไว้เผื่อฉุกเฉิน จดยังไงดี??

    การบันทึกช่วงเป็นประจำเดือนเป็นอะไรที่สำคัญมากกกกกกกก เราจะเห็นได้ว่าร่างกายเราผิดปกติไหมจากประจำเดือนของเราอย่างชัดเจน ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับมดลูกขึ้นมา สิ่งที่หมอจะถามก็ล้วนเกี่ยวกับประจำเดือนทั้งนั้น แล้วเราจะจดยังไงดี อะไรบ้างที่ควรจดไว้ เผื่อหมอถามขึ้นมาแค่ยื่นสมุดให้หมอก็ได้แล้ว ไปดูกันเลยยยยย วันแรกที่ประจำเดือนมา(ของเดือนนั้น) สิ่งแรกที่ต้องจดบันทึกก็คือวันแรกที่ประจำเดือนมานั่นเอง เพราะวันแรกในแต่ละเดือนของเราจะไม่เท่ากัน แต่จะอยู่ภายใน 28-30 วันจากเดือนก่อน การจดบันทึกวันแรกที่ประจำเดือนมาจะทำให้เราเห็นว่าระยะเวลาที่ประจำเดือนมาเดือนก่อนกับเดือนนี้ห่างกันนานแค่ไหน เป็นประจำเดือนนานกี่วัน อีกหนึ่งข้อที่ต้องจดเอาไว้ก็คือเราเป็นประจำเดือนนานแค่ไหน ระยะเวลาที่เป็นประจำเดือนขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน บางคนมาแค่ 3 วัน บางคนอาจจะมานานถึง 1 อาทิตย์เต็มๆ ประจำเดือนมาเยอะแค่ไหน ข้อนี้บางคนอาจจะแยกไม่ออกว่าขนาดไหนมาเยอะมาน้อย ให้ลองดูจากจำนวนผ้าอนามัยที่เราใช้ดู ถ้าผ้าอนามัยเต็มอย่างรวดเร็ว 1 วันต้องใช้ถึง 4-5 แผ่น อาจจะเรียกว่าเยอะ ผ้าอนามัยไม่ค่อยเต็ม เปลี่ยนแค่ 2-3 แผ่นก็พอ อาจจะเรียกว่ามาปานกลาง แต่ถ้าใน 1 วัน เปลี่ยนผ้าอนามัยแค่ 2-3 แผ่น อาจจะเรียกว่ามาน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละคนนะ ลักษณะประจำเดือน ข้อนี้เองก็สำคัญเหมือนกัน เพราะลักษณะประจำเดือนบอกโรคในร่างกายของเราได้ เช่น เลือดประจำเดือนเป็นสีคล้ำคือมีประจำเดือนคั่งค้างอยู่ในมดลูกเป็นเวลานาน มีสีแดงสดคือร่างกายปกติ มีสีน้ำตาลคือร่างกายผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง หมายถึงเข้าสู่ภาวะวัยทอง มีสีชมพูคือฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายต่ำ…