ประจำเดือนมาพร้อมเพื่อนสนิทเป็นเพราะอะไร??

หลังจากผ่านด่านวิชาการน่าเบื้อน่าเบื่อมาแล้ว วันนี้แม่นางทานตะวันจะมาพูดถึงหนึ่งในข้อสงสัยสุดฮิตของสาวๆ นั่นก็คือทำไมเราถึงเป็นประจำเดือนพร้อมเพื่อนหรือคนรอบข้างอย่างแม่และพี่สาวกันนะ แม่นางทานตะวันจะมาเฉลยคำตอบนี้ไปพร้อมๆ กัน ~~~~~~~

กระบวนการที่ผู้หญิงที่อยู่ใกล้กันเริ่มมีประจำเดือนพร้อมกันมีชื่อเรียกว่า ‘Period Sync’ หรือ ‘McClintock effect’ ที่ตั้งชื่อตาม Martha McClintock ผู้ที่วิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่ามกลางความเชื่ออื่นๆ ที่เราพูดถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความร้อนในร่างกายหรือความใกล้ชิด มาร์ธาตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงถูกสะกดจิตในช่วงนี้ เนื่องมาจากกลไกทางร่างกายหลายอย่าง


การที่ประจำเดือนมาพร้อมกันนี้ระบุว่าผู้หญิงที่อยู่ใกล้กันหรือใช้เวลาร่วมกันเป็นประจำ มักจะพบการซิงค์กันในรอบประจำเดือน Netra Giri แพทย์ประจำเมืองให้เหตุผลว่า “ตอนที่เป็นประจำเดือน ทุกคนจะปล่อยฟีโรโมนในอากาศออกมาสู่สิ่งแวดล้อม ฟีโรโมนเหล่านี้ส่งผลต่อจิตใจและพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ใกล้ชิด (ทางร่างกาย) และในบางกรณีก็มีความเชื่อมโยงทางอารมณ์ด้วย”

แต่สถานการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน Dr. Rekha Asgekar นรีแพทย์ที่ปรึกษากล่าวว่า “เนื่องจากกระบวนการทางร่างกายทั้งหมดนี้ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนที่มีชื่อว่าฟีโรโมน การรบกวนทางร่างกาย จิตใจ สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพใดๆ ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่อาจส่งผลต่อการซิงค์กันได้”

ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดจะมีรอบประจำเดือนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ร่างกายจะทำงานอย่างเป็นระบบและไม่มีแรงภายนอกส่งผลต่อวงจร ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีโอกาสน้อยมากที่ประจำเดือนจะซิงค์กับคนอื่น “เพราะผู้หญิงแต่ละคนฮอร์โมนมีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมร่างกายของแต่ละคนถึงทำงานแตกต่างกันออกไป แม้ว่าจะอยู่ใกล้ชิดกับผู้หญิงคนอื่นๆ ก็ตาม”

เราสรุปได้ว่าการที่ประจำเดือนเรามาพร้อมกับเพื่อนสาวคนสนิทหรือคนใกล้ชิดเป็นเพราะการสะกดจิตตัวเองหลังจากการได้ยินคนอื่นพูดถึงประจำเดือน หรืออาจเป็นเพราะฟีโรโมนในร่างกายถูกขับออกมาส่งผลกระทบต่อผู้หญิงคนอื่นที่อยู่รอบตัว

แต่เพราะฮอร์โมนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผู้หญิงบางคนเลยอาจไม่ได้รับผลกระทบจากฟีโรโมนในอากาศ และไม่เคยเป็นประจำเดือนพร้อมเพื่อนเลยก็ได้

การวิเคราะห์เหล่านี้ยังไม่มีการวิจัยอย่างชัดเจน ทำให้ไม่สามารถรับประกันความถูกต้องได้ถึง 100% เป็นเพียงความคิดเห็นจากเหล่านักวิจัยและนรีแพทย์เท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Heard of the McClintock effect? – Times of India

Tips

รวมเคล็ดลับบำรุงแก้ปวดประจำเดือน

  • ปวดเดือนนี้ เดือนหน้า เดือนต่อไป? ถึงเวลาฟื้นฟูแล้ว!
  • รวมสาระน่ารู้การดูแลสุขภาพผู้หญิง
  • ติดตามสาระน่ารู้สุขภาพผู้หญิงผ่านไลน์เลย
PRODUCT

แนะนำสูตรวิจัยอาหารเสริมNV7

แก้ปวดประจำเดือน

🌿 ไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่ป้องกันไม่ให้ปวดอีกต่อไป!

  • เบื่อมั้ย? กับอาการปวดท้องประจำเดือนที่ทรมานจนต้องนอนซม ❓❓❓ ปวดท้องเมนส์จนหมดแรง? 😭😭😭
  • บอกลาความทรมานในทุกเดือน ด้วยตัวช่วยดีๆ ไม่ต้องทนปวดอีกต่อไป
  • อาหารเสริมจากธรรมชาติ ฟื้นฟูมดลูกจากต้นเหตุ บอกลาปัญหาปวดประจำเดือน!

ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางไลน์

Similar Posts

  • 5 สาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนเป็นลิ่มเลือด!!

    1️⃣ ฮอร์โมนไม่สมดุล 🔸 ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนช่วยควบคุมการสร้างเยื่อบุโพรงมดลูก🔸 ถ้าฮอร์โมนไม่สมดุล เยื่อบุโพรงมดลูกจะหนาตัวเกินไป ทำให้เลือดออกมามากและเป็นลิ่ม 💡 ใครเสี่ยง?✅ คนที่มีรอบเดือนมาไม่ปกติ✅ คนที่เครียดหนัก นอนดึก หรือพักผ่อนไม่พอ 2️⃣ เนื้องอกในมดลูก (Uterine Fibroids) 🔸 เนื้องอกในมดลูก (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง) อาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติและเกิดลิ่มเลือด 💡 สัญญาณเตือน:❌ เมนส์มามากและมานานกว่า 7 วัน❌ ปวดท้องน้อยรุนแรง❌ ท้องอืดหรือรู้สึกเหมือนมีอะไรกดทับในท้อง 3️⃣ ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) 🔸 เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตในที่ที่ไม่ควรอยู่ ทำให้มีอาการปวดประจำเดือนหนัก และเลือดออกเป็นลิ่ม 💡 สัญญาณเตือน:❌ ปวดประจำเดือนมากขึ้นทุกปี❌ ปวดร้าวไปหลังและขา❌ มีปัญหาท้องผูกหรือปวดเวลาถ่ายปัสสาวะช่วงมีเมนส์ 4️⃣ ภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดมาก (Anemia) 🔸 ถ้าเลือดออกมากผิดปกติทุกเดือน ร่างกายอาจขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง 💡 สัญญาณเตือน:❌ เหนื่อยง่าย หน้ามืด เวียนหัว❌ ผิวซีด ตัวเย็น มือเท้าเย็น❌…

  • ดูแลตัวเอง’ก่อน’มีประจำเดือนยังไงดี??

    ช่วงก่อนมีประจำเดือนสองสัปดาห์จะเป็นช่วงหลังรังไข่ตกไข่ จะเข้าสู่ช่วงคอร์ปัสลูเทียม ช่วงนี้ปริมาณฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจะเพิ่มขึ้น จนส่งผลให้เกิดอาการก่อนมีประจำเดือนต่างๆ ซึ่งได้แก่ อาการบวมน้ำก่อนมีประจำเดือน ท้องผูก อารมณ์แปรปรวน โมโหง่ายหรือเศร้าโศกเสียใจ เสียน้ำตาง่าย ช่วงนี้อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น แพทย์แผนจีนจะจัดให้อยู่ในช่วง หยินแปรเป็นหยาง และเข้าสู่ หยางระยะยาว ช่วงนี้เราเลยจะบำรุงหยางเป็นหลัก วันนี้แม่นางทานตะวันจะพูดถึงวิธีดูแลตัวเองก่อนมีประจำเดือนกันเจ้าค่ะ หลีกเลี่ยงการกินอาหารฤทธิ์เย็น การกินอาหารฤทธิ์หนาวเย็นมากเกินไปจะทำให้มดลูกเย็นไปด้วย ส่งผลต่อการบีบตัวขับเลือดของมดลูก ทำให้ปวดท้องเมนส์มากๆหรือมีลิ่มเลือด เลือดเมนส์อาจจะน้อยลงจนอาจทำให้ไม่ตั้งครรภ์ก็ได้ ช่วงสองอาทิตย์ก่อนเป็นเมนส์ถึงวันหมดเมนส์ เลยไม่ควรกินอาหารฤทธิ์เย็น เช่น เครื่องดื่มเย็น แตงโม แพร์ กีวี่ แก้วมังกร ผักสด กินอาหารที่มีเส้นใยสูง ลดอาหารเค็ม เพราะช่วงก่อนเราจะเป็นเมนส์ ปริมาณฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจะเพิ่มขึ้น หรือมีน้ำสะสมในร่างกายจนเกิดอาการบวมน้ำ ปวดหัว กระเพาะลำไส้บีบตัวช้าจนมีอาการท้องผูกก่อนเป็นเมนส์ ในช่วงนี้จึงควรกินอาหารจำพวกธัญพืช อาหารจำพวกรากและหัว ข้าวกล้อง ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เพื่อช่วยในการขับถ่าย ลดอาหารเค็ม อาหารหมักดอง เพื่อลดการสะสมของน้ำในร่างกาย เลยเป็นที่มาของอาการบวมน้ำ ลดเครื่องดื่มจำพวกคาเฟอีน ผู้หญิงหลายคนชอบดื่มชา กาแฟเพื่อให้กระปรี้กระเปร่า แต่คาเฟอีนจะทำให้อาการทางจิตใจ เช่น ความกังวล ความเครียดที่สะสมในใจหนักกว่าที่เป็นอยู่ ช่วงก่อนมีประจำเดือนจะเป็นช่วงที่เกิดอาการก่อนมีประจำเดือนหรืออาการ…

  • รู้ไหม? เป็นประจำเดือนอาจมีอาการพวกนี้ด้วย

    นอกจากปัญหาปวดท้องประจำเดือนที่ชอบมารบกวนการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ร่างกายเรายังมีปัญหาร่วมอื่นๆ ที่จะมาช่วงเป็นประจำเดือนด้วย โดยปัญหาพวกนี้จะแบ่งตามระบบร่างกายของเรา เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบผิวหนัง ระบบประสาท ระบบสืบพันธ์ุและปัญหาทางด้านจิตใจ ไปดูกันเถอะว่าปัญหาที่ระบบร่างกายเหล่านี้มีอะไรบ้างงงงงงงง ปัญหาที่เกิดที่ระบบทางเดินอาหารมีหลายอาการ ได้แก่ ท้องอืด ท้องเสีย ท้องผูก คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหารหรือมีความอยากอาหารมากขึ้น อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นช่วงก่อนและตอนเป็นประจำเดือน เกิดจากกลไกของสารพลอสตาแกลนดินที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อในกระเพาะอาหาร ลำไส้ เกิดการหดตัว ปัญหาที่เกิดที่ระบบทางเดินปัสสาวะมีอยู่ 2 อาการ ได้แก่ ปัสสาวะน้อย และปัสสาวะบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะมีอาการช่วงที่เป็นประจำเดือน ปัญหาที่เกิดที่ระบบผิงหนังจะเห็นชัดเจนกว่าที่ระบบอื่นๆ ของร่างกาย ได้แก่ สิว เหงื่อออกมาก มือหรือแขนขาบวม ส่วนใหญ่เกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน เป็นระบบที่สัมพันธ์กับการมีประจำเดือนมากที่สุด ปัญหาที่เกิดที่ระบบประสาทมีอาการ ดังต่อไปนี้ อ่อนเพลีย ใจสั่นมือสั่นและปวดหัววิงเวียน ส่วนใหญ่จะมีอาการในช่วงที่เป็นประจำเดือน เกิดจากกลไกของสารพลอสตาแกลนดินที่ทำให้หลอดเลือดทั่วไปเกิดการหดรัดตัวเช่นเดียวกันกับระบบทางเดินอาหาร ปัญหาที่เกิดที่ระบบสืบพันธ์ุแบ่งได้ 2 ช่วง คือช่วงก่อนมีประจำเดือนจะมีอาการเจ็บคัดเต้านมและตกขาวมาก ส่วนช่วงมีประจำเดือนจะมีอาการคันช่องคลอดและปวดท้องน้อย อย่างที่เคยพูดไปแล้วว่าคนที่เป็นประจำเดือนจะมีอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ ทำให้มีปัญหาทางด้านจิตใจง่ายขึ้น เนื่องจากฮอน์โมนเอสโตเจนช่วงหลังตกไข่สูงกว่าปกติจึงส่งผลต่ออารมณ์ เช่น หงุดหงิด เครียด วิตกกังวล…

  • ประจำเดือนกับทัศนคติชาวเอเชียตะวันออก

    สวัสดีสาวๆทุกคน! วันนี้แม่นางทานตะวันจะมาคุยกันเรื่องสนุกๆ (แต่ฃสำหรับบางคนอาจจะไม่สนุกเท่าไหร่…) นั่นก็คือเรื่องประจำเดือน! ประจำเดือน เป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้หญิงทุกคนต้องเจอ แต่ในหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียตะวันออก ประจำเดือนยังคงถูกห้อมล้อมไปด้วยความเชื่อ ความกังวล และความอาย วันนี้เราจะมาเปิดเผยทัศนคติสุดฮา (และแอบเศร้า) เกี่ยวกับประจำเดือนในแถบเอเชียตะวันออกกัน! 1. ประจำเดือน: บาปและสิ่งต้องห้าม ในบางวัฒนธรรม ประจำเดือนถูกมองว่าเป็นสิ่งสกปรก บาป หรือแม้กระทั่งเป็นสิ่งต้องห้าม ผู้หญิงในช่วงมีประจำเดือนจะถูกห้ามเข้าวัด ทำอาหาร หรือแม้กระทั่งสัมผัสกับสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ โอ้โห! แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว! 2. อาหารต้องห้าม: เยอะแยะไปหมด! มี “ตำนาน” มากมายเกี่ยวกับอาหารต้องห้ามในช่วงมีประจำเดือน เช่น น้ำแข็ง แตงโม อาหารหมักดอง หรือแม้กระทั่งน้ำเย็น! แต่เดี๋ยวก่อน! “ตำนาน” เหล่านี้ไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับเลยนะ! 3. อารมณ์แปรปรวน: เป็นบ้าหรือผีเข้า? ช่วงมีประจำเดือน ฮอร์โมนของผู้หญิงจะเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดอาการอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย บางคนเหวี่ยงวีน บางคนขี้หงุดหงิด บางคนก็ร้องไห้ไม่หยุด แต่ไม่ต้องตกใจ! อาการเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมชาติ และไม่ได้แปลว่า “เป็นบ้า” หรือ “ผีเข้า”…

  • 7 ผลไม้ต้องห้ามช่วงมีประจำเดือน!!!

    ช่วงมีประจำเดือน สาวๆ หลายคนคงอยากจะดูแลตัวเองเป็นพิเศษ~~~~~ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะไม่อยากให้เกิดอาการปวดท้องหรืออึดอัดแน่นท้อง แต่รู้หรือไม่ว่ามีผลไม้บางชนิดที่ไม่ควรกินในช่วงมีประจำเดือน!!!! เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนหรืออาการอื่นๆในช่วงมีประจำเดือนได้ 1. ทุเรียน ยังไม่มีการวิจัยที่ชัดเจนเกี่ยวกับการห้ามกินทุเรียนตอนมีประจำเดือน แต่สาวๆ คงเคยได้ยินมาบ้างว่าทุเรียนเป็นของแสลง กินตอนเป็นประจำเดือนจะไม่ค่อยดีนัก เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน จึงอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นได้ นอกจากนี้ทุเรียนยังมีไขมันสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วยยยยยย 2. มังคุด ราชินีแห่งผลไม้ไทยอย่างมังคุดนั้นเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น โดยปกติจะช่วยคลายร้อนและช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้น แต่เพราะมังคุดมีฤทธิ์เย็นนี่เอง จึงอาจทำให้เกิดอาการประจำเดือนมาไม่ปกติได้ และมังคุดก็ยังมีสารแทนนินสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องผูก 3. เงาะ เงาะเป็นผลไม้ที่มีธาตุเหล็กมาก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ลดอาการอ่อนเพลียอ่อนล้าในช่วงที่มีประจำเดือน ควรกินในช่วง’ก่อน’หรือ’หลัง’มีประจำเดือน แต่ไม่ควรกินช่วงที่มีประจำเดือน เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ และเงาะยังมีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้อีกด้วย 4. ลำไย สาวๆ คงเคยได้ยินมาบ้างว่าลำไยเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน ถ้ากินมากเกินไปอาจทำให้เป็นร้อนในได้ สาเหตุนั้นเป็นเพราะลำไยเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนนั่นเอง และเพราะสาเหตุนี้เช่นกันจึงอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติได้ นอกจากนี้ลำไยเองก็เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงที่อาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดประจำเดือนได้ 5. ขนุน จะเห็นจากข้ออื่นๆ ว่าในช่วงที่ประจำเดือนไม่ควรกินผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียนและลำไย ขนุนเองก็เป็นผลไม้ที่มีรสหวานและมีฤทธิ์ร้อน อาจทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น จึงอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนมากๆ 6. แก้วมังกร แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่สาวๆ…

  • ปวดท้องประจำเดือนเพราะ’กาแฟ’จริงไหม??

    หนีห่าวๆ ค่าทุกคนนนน สาวๆ หลายคนคงเคยมีอาการปวดท้องประจำเดือนกันมาแล้ว บางคนปวดมากจนต้องกินยาแก้ปวด บางคนปวดจนต้องนอนพักทั้งวัน อาการปวดท้องประจำเดือนนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาการแพ้ท้อง หรือการอักเสบของมดลูก เป็นต้น วันนี้แม่นางทานตะวันจะมาพูดถึงหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราปวดท้องประจำเดือนอย่าง‘กาแฟ’กัน กาแฟทำให้เราปวดท้องประจำเดือนได้ยังไงนะ?? กินแล้วปวดท้องประจำเดือนจริงเหรอ?? ‘กาแฟ’อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ เนื่องจากกาแฟมีสารคาเฟอีนซึ่งมีคุณสมบัติกระตุ้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ซึ่งรวมถึงกล้ามเนื้อมดลูกด้วย เมื่อกล้ามเนื้อมดลูกหดตัว ก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ นอกจากนี้ คาเฟอีนยังทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ส่งผลให้เกิดการคั่งของน้ำในร่างกายและบวมน้ำ ซึ่งอาจทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นได้ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วต่อวัน มีโอกาสปวดท้องประจำเดือนมากกว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน นอกจากนี้ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในช่วงก่อนมีประจำเดือนหรือในช่วงที่มีประจำเดือน ก็มีโอกาสปวดท้องมากกว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในช่วงอื่นของเดือน อย่างไรก็ตาม ผลของกาแฟต่ออาการปวดท้องประจำเดือนนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณคาเฟอีนที่บริโภค และความไวต่อคาเฟอีนของร่างกาย ถ้าสาวๆ พบว่าการดื่มกาแฟทำให้ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น ก็ควรลดปริมาณการดื่มลง หรืองดดื่มไปเลยในช่วงมีประจำเดือน สำหรับสาว ๆ ที่อยากดื่มกาแฟในช่วงมีประจำเดือน แต่ยังกังวลเรื่องอาการปวดท้องประจำเดือน แนะนำให้เลือกดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนต่ำ หรือดื่มกาแฟดำโดยไม่เติมน้ำตาลหรือครีมเทียม เพราะน้ำตาลและครีมเทียมก็เป็นตัวกระตุ้นอาการปวดท้องประจำเดือนได้เช่นกัน นอกจากการลดการบริโภคกาแฟแล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ เช่น ออกกำลังกาย…