กินอาหารทะเลส่งผลต่อประจำเดือนอย่างไร? 💦

สาวๆ หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า “กินอาหารทะเล ประจำเดือนมาเยอะ” หรือ “กินปู ประจำเดือนมาช้า” บ้างก็ว่า “กินกุ้ง ประจำเดือนหมดเร็ว” 🍤 🦞 🦀 เฮ้ย! จริงเหรอ? อาหารทะเลส่งผลต่อประจำเดือนของเรายังไง มาไขข้อสงสัยกันเถอะเจ้าค่ะ 🤪

🤔 อาหารทะเลส่งผลต่อประจำเดือนจริงหรือ?

ตอบตรงๆ เลยว่า ไม่จริง เจ้าค่ะ! อาหารทะเลไม่มีผลโดยตรงต่อฮอร์โมนที่ควบคุมประจำเดือน 🙅‍♀️

แต่..

🌊 อาหารทะเลอาจส่งผลต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนทางอ้อม

ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน 👩 อาหารทะเลบางชนิดอย่างกุ้ง ปู หอย มีสารอาหารบางชนิดที่อาจไปกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้บ้าง แต่ปริมาณไม่มากพอที่จะส่งผลต่อประจำเดือนอย่างเห็นได้ชัด 🍤

ตัวอย่างอาหารทะเลที่มีสารอาหารที่อาจส่งผลต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน

  • กุ้ง: มีสารอาหาร Astaxanthin (แอสตาแซนธิน)
  • ปู: มีสารอาหาร Selenium (ซีลีเนียม)
  • หอย: มีสารอาหาร Zinc (สังกะสี)

🤔 แล้วทำไมบางคนกินอาหารทะเลแล้วประจำเดือนมาเยอะ/มาช้า/หมดเร็ว?

สาเหตุที่แท้จริงอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น

  • ความเครียด 🤯
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ 😴
  • การออกกำลังกายหนัก 🏋️‍♀️
  • น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลง 📈📉
  • ยาบางชนิด 💊

หรืออาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญ 😜 เช่น กินปูวันนี้ ประจำเดือนมาพรุ่งนี้ ก็เลยเหมารวมว่าปูทำให้ประจำเดือนมา 🦀 แต่จริงๆ อาจเป็นเพราะสาเหตุอื่น

สรุปคือ อาหารทะเลไม่ส่งผลต่อประจำเดือนโดยตรง แต่มีสารอาหารบางอย่างที่อาจส่งผลต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนทางอ้อม 🌊

เอาเป็นว่ากินอาหารทะเลได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลเรื่องประจำเดือนค่ะ 🥰 แต่ถ้าสังเกตว่าประจำเดือนมาผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง 👩‍⚕️

ปล. บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อความสนุกสนานและให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น 😜 ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจใดๆ 👨‍⚕️

Tips

รวมเคล็ดลับบำรุงแก้ปวดประจำเดือน

  • ปวดเดือนนี้ เดือนหน้า เดือนต่อไป? ถึงเวลาฟื้นฟูแล้ว!
  • รวมสาระน่ารู้การดูแลสุขภาพผู้หญิง
  • ติดตามสาระน่ารู้สุขภาพผู้หญิงผ่านไลน์เลย
PRODUCT

แนะนำสูตรวิจัยอาหารเสริมNV7

แก้ปวดประจำเดือน

🌿 ไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่ป้องกันไม่ให้ปวดอีกต่อไป!

  • เบื่อมั้ย? กับอาการปวดท้องประจำเดือนที่ทรมานจนต้องนอนซม ❓❓❓ ปวดท้องเมนส์จนหมดแรง? 😭😭😭
  • บอกลาความทรมานในทุกเดือน ด้วยตัวช่วยดีๆ ไม่ต้องทนปวดอีกต่อไป
  • อาหารเสริมจากธรรมชาติ ฟื้นฟูมดลูกจากต้นเหตุ บอกลาปัญหาปวดประจำเดือน!

ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางไลน์

Similar Posts

  • ปวดประจำเดือนแบบไหนผิดปกติ? เช็กเลย!

    ทุกเดือนที่ประจำเดือนมา สาวๆ หลายคนคงต้องเผชิญกับอาการปวดที่ชวนให้ร้อง “โอ๊ย!” 😣 แต่รู้ไหมว่า ปวดประจำเดือนบางแบบอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องปกติ! วันนี้แม่นางทานตะวันจะพาไปเช็กกันว่า อาการปวดประจำเดือนแบบไหนควรระวัง และเมื่อไหร่ที่ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนสายเกินไป 🚨 🔍 ปวดประจำเดือนแบบไหน “ปกติ”? ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ปวดประจำเดือนแบบปกติ เป็นยังไงกันแน่! ✅ ปวดท้องน้อยหรือปวดบีบๆ ช่วง 1-2 วันแรกของประจำเดือน✅ ปวดแบบพอทนไหว กินยาแก้ปวดหรือพักผ่อนแล้วดีขึ้น✅ มีอาการร่วมเล็กน้อย เช่น อ่อนเพลีย ปวดหลัง หรือมึนหัว แต่ไม่รุนแรง ถ้าสาวๆมีอาการแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นอาการปวดประจำเดือนทั่วไปที่เกิดจาก มดลูกบีบตัวเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกออก ไม่ต้องกังวลมากนัก แต่ถ้าอาการปวดดูแปลกไปจากเดิม หรือหนักหนาสาหัสจนใช้ชีวิตแทบไม่ได้ มาดูกันว่าเรากำลังเจอสัญญาณผิดปกติหรือเปล่า!? 🚨 ปวดประจำเดือนแบบนี้… ผิดปกติ! รีบเช็กด่วน 1️⃣ ปวดหนักจนต้องลางาน/ลาป่วยทุกเดือน 😵‍💫 ถ้าทุกเดือนต้องลาพักเพราะ ปวดจนขยับตัวแทบไม่ได้ หรือถึงขั้นนอนซมทั้งวัน นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ! 🛑 สัญญาณที่ต้องระวัง: 👉 อาจเป็นโรค: เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่…

  • ปวดท้องประจำเดือน เป็นโรคพวกนี้หรือเปล่า?

    สำหรับใครที่คนรอบตัวปวดท้องประจำเดือนกันหมดอาจจะรู้สึกว่าการปวดท้องประจำเดือนนี่มันเป็นเรื่องปกติสามัญทั่วๆไป แต่ความจริงแล้วการไม่ปวดท้องเมนส์ต่างหากที่ต้องเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่กลายเป็นลาภอันประเสริฐสำหรับคนแข็งแรง!! การปวดท้องเมนส์อาจเป็นสัญญานเตือนอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบอกถึงสภาพร่างกายของเราหรือโรคที่ซ่อนอยู่ แล้วโรคร้ายแรงพวกนี้มีอะไรบ้างนะ?? ติ่งเนื้อ (Polyps) ติ่งเนื้อในโพรงมดลูกส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็งและไม่ทำให้เกิดอาการอะไรขึ้น แต่อาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติและส่งผลต่อการมีลูกในอนาคตได้ สามารถตรวจได้ด้วย TVS และการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอด แนะนำให้นำติ่งเนื้อออกด้วยการส่องกล้องโพรงมดลูกและวิเคราะห์เนื้อเยื่อด้วยการประเมินทางจุลพยาธิวิทยา มดลูกโต (Adenomyosis) ภาวะอะดีโนไมซิส เป็นรูปแบบพิเศษของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดยมีการเจริญเติบโตของเยื่อเมือกในเยื่อบุโพรงมดลูกในผนังมดลูก ผู้หญิงที่มีภาวะอะดีโนไมซิสมักมีเลือดออกผิดปกติในมดลูก (มีประจำเดือนมามากผิดปกติ) ปวดระหว่างมีประจำเดือนหรือมีเพศสัมพันธ์ และมีประวัติภาวะมีบุตรยาก ความเด่นชัดของภาวะอะดีโนไมซิสในประชากรหญิงไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาของ TVS พบว่าจะพบภาวะอะดีโนโมซิสมากกว่า 30% เมื่ออายุมากกว่า 40 ปี เนื้องอกในมดลูก (Leiomyomas) เนื้องอกในมดลูก เป็นเนื้องอกที่ไม่ร้ายแรง พบได้ทั่วไปที่ชั้นผนังมดลูก ระหว่างอายุ 30 ถึง 40 ปี พบในผู้หญิง 1 ใน 10 คน และในช่วงอายุ 40-50 ปี ผู้หญิงทุกๆ 4 คนจะมีเนื้องอกในมดลูก สิ่งเหล่านี้สามารถบุกรุกเข้าไปในโพรงมดลูก…

  • รู้ไหมทำไมไม่ควรออกกำลังหนักๆตอนเป็นเมนส์?

    เพราะอะไร เธอจึงทิ้งฉันปายยยย ~ แฮร่ ไม่ใช่ วันนี้แม่นางทานตะวันจะมาแถลงไขถึงคำถามปริศนาที่เพื่อนหลายคนอยากรู้ นั่นก็คือคำถามที่ว่า ทำไมไม่ควรออกกำลังหนักๆตอนเป็นเมนส์?ทำไมต้องเปลี่ยนมาออกกำลังกายเบาๆ แทนการออกกำลังกายแบบเต็มเหนี่ยวไปเลยพี่แบบปกติของเรากัน!! เรารู้กันอยู่แล้วว่าช่วงที่เป็นเมนส์เป็นช่วงที่เราบอบบ้างบอบบาง ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่เท่ากับเวลาปกติ เลยไม่ควรออกกำลังกายแบบหักโหมหรือลดอาหาร แต่ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นกันล่ะ ?? เหตุผลหลักก็คือช่วงที่เป็นเมนส์เป็นช่วงที่เราสูญเสียเลือดมาก ธาตุเหล็กในร่างกายเราจะลดลงมากๆในครั้งเดียว อาจทำให้เรามีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ใจสั่น วิงเวียนบ้านหมุน หนาวง่ายขึ้น และยังเป็นช่วงที่เป็นเมนส์ รังไข่ของเราจะผลิตฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนและเอสโทรเจนลดลง เลยทำให้เราสูญเสียมวลกระดูกได้ง่ายกว่าปกติ ยิ่งถ้าช่วงนี้ยังอดอาหารด้วยล่ะก็อาจจะยิ่งส่งผลเสียต่อมวลกระดูก ถ้าเราออกกำลังกายแบบหนักหน่วงเหมือนช่วงที่ไม่เป็นเมนส์อาจจะทำให้เราบาดเจ็บหรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพภายในอื่นๆด้วยนั่นเอง สรุปสั้นๆก็คือ จากที่ปกติเราสามารถออกกำลังตามคลิปเบเบ้ได้ซักสามชั่วโมง ช่วงที่เราเป็นเมนส์เราอาจไม่แข็งแรงเท่าเวลาปกติอาจจะทำได้ซักครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจแต่เป็นเพราะเราเสียเลือดมากเกินไปต่างหากล่ะ ธาตุเหล็กในร่างกายลดลง เราเลยเหนื่อยและอ่อนเพลียได้มากกว่าปกติ และกระดูกยังเปราะบางกว่าปกติเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายอย่างหนักอีกด้วยเจ้าค่ะ รู้อย่างนี้แล้วเพื่อนๆอย่าออกกำลังกายกันแบบหักโหมในตอนที่เป็นเมนส์เด็ดขาดเลยนะ เปลี่ยนมาออกกำลังกายแบบเบาๆแทน อยากรู้ว่าตอนเป็นเมนส์ควรลดน้ำหนักยังไง แวะไปอ่านกันได้ที่นี่นะเจ้าคะ!! Tips รวมเคล็ดลับบำรุงแก้ปวดประจำเดือน PRODUCT แนะนำสูตรวิจัยอาหารเสริมNV7 แก้ปวดประจำเดือน 🌿 ไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่ป้องกันไม่ให้ปวดอีกต่อไป! ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางไลน์

  • ปวดท้องประจำเดือนเพราะ’กาแฟ’จริงไหม??

    หนีห่าวๆ ค่าทุกคนนนน สาวๆ หลายคนคงเคยมีอาการปวดท้องประจำเดือนกันมาแล้ว บางคนปวดมากจนต้องกินยาแก้ปวด บางคนปวดจนต้องนอนพักทั้งวัน อาการปวดท้องประจำเดือนนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาการแพ้ท้อง หรือการอักเสบของมดลูก เป็นต้น วันนี้แม่นางทานตะวันจะมาพูดถึงหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราปวดท้องประจำเดือนอย่าง‘กาแฟ’กัน กาแฟทำให้เราปวดท้องประจำเดือนได้ยังไงนะ?? กินแล้วปวดท้องประจำเดือนจริงเหรอ?? ‘กาแฟ’อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ เนื่องจากกาแฟมีสารคาเฟอีนซึ่งมีคุณสมบัติกระตุ้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ซึ่งรวมถึงกล้ามเนื้อมดลูกด้วย เมื่อกล้ามเนื้อมดลูกหดตัว ก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ นอกจากนี้ คาเฟอีนยังทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ส่งผลให้เกิดการคั่งของน้ำในร่างกายและบวมน้ำ ซึ่งอาจทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นได้ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วต่อวัน มีโอกาสปวดท้องประจำเดือนมากกว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน นอกจากนี้ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในช่วงก่อนมีประจำเดือนหรือในช่วงที่มีประจำเดือน ก็มีโอกาสปวดท้องมากกว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในช่วงอื่นของเดือน อย่างไรก็ตาม ผลของกาแฟต่ออาการปวดท้องประจำเดือนนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณคาเฟอีนที่บริโภค และความไวต่อคาเฟอีนของร่างกาย ถ้าสาวๆ พบว่าการดื่มกาแฟทำให้ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น ก็ควรลดปริมาณการดื่มลง หรืองดดื่มไปเลยในช่วงมีประจำเดือน สำหรับสาว ๆ ที่อยากดื่มกาแฟในช่วงมีประจำเดือน แต่ยังกังวลเรื่องอาการปวดท้องประจำเดือน แนะนำให้เลือกดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนต่ำ หรือดื่มกาแฟดำโดยไม่เติมน้ำตาลหรือครีมเทียม เพราะน้ำตาลและครีมเทียมก็เป็นตัวกระตุ้นอาการปวดท้องประจำเดือนได้เช่นกัน นอกจากการลดการบริโภคกาแฟแล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ เช่น ออกกำลังกาย…

  • กินยาแก้ปวดประจำเดือนบ่อยๆ เสี่ยงอะไร?

    สาวๆ หลายคนคงเข้าใจดีว่า “ปวดประจำเดือน” มันทรมานแค่ไหน บางทีเจ็บจนแทบขยับตัวไม่ได้ งานก็ต้องทำ ชีวิตก็ต้องไปต่อ! ทางออกที่ง่ายที่สุดก็คือ… หยิบยาแก้ปวดขึ้นมากิน! 💊 แต่รู้ไหมว่า ถ้ากินบ่อยๆ ทุกเดือน อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวได้นะ! 😱 วันนี้แม่นางทานตะวันจะมาเจาะลึกกันว่า การพึ่งยาแก้ปวดทุกครั้งที่ปวดประจำเดือน ส่งผลยังไงต่อร่างกายบ้าง และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่ายังไงบ้าง ไปดูกันเลย! 🚀 1️⃣ ยาแก้ปวดอาจกัดกระเพาะ! 🥵 ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน นาพร็อกเซน ไดโคลฟีแนค) อาจช่วยลดอาการปวดได้เร็ว ⚡ แต่ปัญหาคือ มันสามารถกัดกระเพาะอาหารและลำไส้ ถ้ากินเป็นประจำ หรือกินตอนท้องว่าง! 😵‍💫 🚨 อาการที่อาจเกิดขึ้น✅ ปวดท้อง แสบกระเพาะ✅ ท้องอืด ท้องเฟ้อ✅ กรดไหลย้อน หรือแผลในกระเพาะอาหาร 📌 วิธีเลี่ยง: ถ้าต้องกินยา ควรกินหลังอาหารทันที หรือดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อป้องกันกระเพาะระคายเคืองนะเจ้าคะ! 2️⃣ ไตต้องทำงานหนักขึ้น 🚰 รู้ไหมว่า…

  • ปวดท้องเมนส์ จุดเริ่มต้น’มะเร็งมดลูก’

    มะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงไทย โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้หากตรวจพบและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาการของมะเร็งมดลูก อาการของมะเร็งมดลูกที่พบบ่อยที่สุดคือ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด นอกเหนือจากประจำเดือน เช่น อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งมดลูก ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งมดลูก ได้แก่ การวินิจฉัยมะเร็งมดลูก การวินิจฉัยมะเร็งมดลูกสามารถทำได้โดย การรักษามะเร็งมดลูก การรักษามะเร็งมดลูกขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย โดยทั่วไป การรักษา ได้แก่ ป้องกันมะเร็งมดลูก ไม่มีวิธีใดที่จะสามารถป้องกันมะเร็งมดลูกได้อย่างแน่นอน แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดย ร่วมตรวจมะเร็งปากมดลูกฟรีกับสปสช.!!ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่