ปวดประจำเดือนแบบไหนผิดปกติ? เช็กเลย!

ทุกเดือนที่ประจำเดือนมา สาวๆ หลายคนคงต้องเผชิญกับอาการปวดที่ชวนให้ร้อง “โอ๊ย!” 😣 แต่รู้ไหมว่า ปวดประจำเดือนบางแบบอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องปกติ!

วันนี้แม่นางทานตะวันจะพาไปเช็กกันว่า อาการปวดประจำเดือนแบบไหนควรระวัง และเมื่อไหร่ที่ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนสายเกินไป 🚨


🔍 ปวดประจำเดือนแบบไหน “ปกติ”?

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ปวดประจำเดือนแบบปกติ เป็นยังไงกันแน่!

✅ ปวดท้องน้อยหรือปวดบีบๆ ช่วง 1-2 วันแรกของประจำเดือน
✅ ปวดแบบพอทนไหว กินยาแก้ปวดหรือพักผ่อนแล้วดีขึ้น
✅ มีอาการร่วมเล็กน้อย เช่น อ่อนเพลีย ปวดหลัง หรือมึนหัว แต่ไม่รุนแรง

ถ้าสาวๆมีอาการแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นอาการปวดประจำเดือนทั่วไปที่เกิดจาก มดลูกบีบตัวเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกออก ไม่ต้องกังวลมากนัก

แต่ถ้าอาการปวดดูแปลกไปจากเดิม หรือหนักหนาสาหัสจนใช้ชีวิตแทบไม่ได้ มาดูกันว่าเรากำลังเจอสัญญาณผิดปกติหรือเปล่า!?


🚨 ปวดประจำเดือนแบบนี้… ผิดปกติ! รีบเช็กด่วน

1️⃣ ปวดหนักจนต้องลางาน/ลาป่วยทุกเดือน 😵‍💫

ถ้าทุกเดือนต้องลาพักเพราะ ปวดจนขยับตัวแทบไม่ได้ หรือถึงขั้นนอนซมทั้งวัน นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ!

🛑 สัญญาณที่ต้องระวัง:

  • ปวดรุนแรงมากจนกินยาแล้วก็ยังไม่หาย
  • ปวดแบบแผ่ไปถึงหลังหรือขา
  • รู้สึกเหมือนมี “อะไรหนักๆ” อยู่ในท้อง

👉 อาจเป็นโรค: เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) โรคนี้เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ทำให้เกิดพังผืดและอักเสบ ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งมีโอกาสเป็นหมันได้! 😱


2️⃣ ปวดประจำเดือนร่วมกับเลือดออกเยอะผิดปกติ 🩸

ปกติแล้วประจำเดือนจะออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าคุณต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมง หรือมีลิ่มเลือดออกมามาก ให้ระวัง!

🛑 สัญญาณที่ต้องระวัง:

  • เลือดออกเยอะมากจนรู้สึกหน้ามืด เวียนหัว
  • ประจำเดือนมาเกิน 7 วัน
  • มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่กว่าเหรียญ 5 บาทออกมา

👉 อาจเป็นโรค: เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) หรือ ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาสุขภาพระยะยาว


3️⃣ ปวดท้องประจำเดือนทั้งที่ยังไม่ถึงรอบเดือน! 🤨

ถ้ามีอาการปวดหน่วงๆ ในอุ้งเชิงกรานตลอด แม้จะยังไม่ถึงช่วงมีประจำเดือน หรือปวดท้องแบบสุ่มๆ ไม่มีแพทเทิร์น นี่คือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรเมิน

🛑 สัญญาณที่ต้องระวัง:

  • ปวดหน่วงๆ ตลอดเดือน โดยเฉพาะช่วงกลางรอบเดือน
  • รู้สึกปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดเวลาปัสสาวะ หรือท้องผูกบ่อยๆ

👉 อาจเป็นโรค: ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cyst) หรือ กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งอาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้


4️⃣ ปวดประจำเดือนมาพร้อมกับอาการไข้ หนาวสั่น 🤒

ปวดประจำเดือนอยู่ดีๆ แต่ดัน มีไข้สูง ปวดเมื่อย หนาวสั่น เหมือนเป็นไข้หวัด อันนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของรอบเดือน!

🛑 สัญญาณที่ต้องระวัง:

  • ไข้สูงเกิน 38°C
  • ปวดท้องน้อยรุนแรง
  • มีตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ

👉 อาจเป็นโรค: การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease – PID) ซึ่งเป็นการติดเชื้อจากแบคทีเรีย อาจเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือการอักเสบของอวัยวะภายใน หากปล่อยไว้อาจลุกลามจนเป็นอันตรายได้! 😨


💡 ตกลงแล้วปวดแบบไหนต้องระวัง?

🚨 รีบพบแพทย์หากมีอาการเหล่านี้!
✅ ปวดหนักจนต้องลาหยุดทุกเดือน
✅ เลือดออกเยอะผิดปกติ มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่
✅ ปวดท้องแม้ยังไม่ถึงรอบเดือน
✅ มีไข้ หนาวสั่น หรือปวดร่วมกับตกขาวผิดปกติ

ปวดประจำเดือนอาจดูเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้ามันมากเกินไปจนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน อย่าปล่อยผ่าน! การตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้รักษาได้ง่ายขึ้น และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

ใส่ใจร่างกายของตัวเองให้มากขึ้น แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพให้ดีนะเจ้าคะทุกคน! 💖

Tips

รวมเคล็ดลับบำรุงแก้ปวดประจำเดือน

  • ปวดเดือนนี้ เดือนหน้า เดือนต่อไป? ถึงเวลาฟื้นฟูแล้ว!
  • รวมสาระน่ารู้การดูแลสุขภาพผู้หญิง
  • ติดตามสาระน่ารู้สุขภาพผู้หญิงผ่านไลน์เลย
PRODUCT

แนะนำสูตรวิจัยอาหารเสริมNV7

แก้ปวดประจำเดือน

🌿 ไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่ป้องกันไม่ให้ปวดอีกต่อไป!

  • เบื่อมั้ย? กับอาการปวดท้องประจำเดือนที่ทรมานจนต้องนอนซม ❓❓❓ ปวดท้องเมนส์จนหมดแรง? 😭😭😭
  • บอกลาความทรมานในทุกเดือน ด้วยตัวช่วยดีๆ ไม่ต้องทนปวดอีกต่อไป
  • อาหารเสริมจากธรรมชาติ ฟื้นฟูมดลูกจากต้นเหตุ บอกลาปัญหาปวดประจำเดือน!

ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางไลน์

Similar Posts

  • ปฏิบัติการเสริมทัพ! ภูมิตกตอนเป็นเมนส์?! 🩸😩

    สาวๆ คนไหนเคยรู้สึกแบบนี้บ้างเจ้าคะ? ทั้งปวดท้องน้อย อารมณ์แปรปรวน แถมยังเป็นหวัดง่าย! 🤧🤒 ใช่แล้วเจ้าค่ะ… ช่วงมีประจำเดือน ร่างกายของเราฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ภูมิคุ้มกันก็เลยตกฮวบฮาบ พาลให้ป่วยง่ายกว่าปกติอีก! แต่ไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ! วันนี้แม่นางทานตะวันมีภารกิจสุดหรรษา “ปฏิบัติการเสริมทัพภูมิคุ้มกัน” มาฝากกันนนน! 💪🎉 1. กองกำลังอาหาร 💪🍎 กองทัพต้องเติมเสบียงไม่ให้ขาด 🥦🥬 กองทัพภูมิคุ้มกันก็ต้องการอาหารดีๆ! ช่วงเป็นประจำเดือนเน้นผักผลไม้ 🍎🍌🥕 วิตามินซีสูงๆ ปลา🐟 เต็มไปด้วยโอเมก้า 3 ดีต่อสุขภาพสุดๆ! 2. กองกำลังนอน 😴💤 รู้มั้ยเจ้าคะว่าการนอนหลับพักผ่อน😴🛌 สำคัญมากๆ! นอนน้อยภูมิคุ้มกันก็อ่อนแอ เหมือนทหารไม่ได้พักผ่อน! 😴 ตั้งเป้าหมายนอน 7-8 ชั่วโมง 💤 ตื่นมาสดชื่น พร้อมลุยทั้งวันเลย! 3. กองกำลังออกกำลังกาย 🏃‍♀️🏋️‍♀️ ไม่ต้องถึงขั้นฝึกหนักเหมือนทหาร 🏋️‍♀️💪 แค่ขยับร่างกายเบาๆ 🚶‍♀️🏃‍♀️ ช่วยให้เลือดลมไหลเวียน ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นเยอะ! 4. กองกำลังผ่อนคลาย 😌🧘‍♀️…

  • ดูแลตัวเอง’ก่อน’มีประจำเดือนยังไงดี??

    ช่วงก่อนมีประจำเดือนสองสัปดาห์จะเป็นช่วงหลังรังไข่ตกไข่ จะเข้าสู่ช่วงคอร์ปัสลูเทียม ช่วงนี้ปริมาณฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจะเพิ่มขึ้น จนส่งผลให้เกิดอาการก่อนมีประจำเดือนต่างๆ ซึ่งได้แก่ อาการบวมน้ำก่อนมีประจำเดือน ท้องผูก อารมณ์แปรปรวน โมโหง่ายหรือเศร้าโศกเสียใจ เสียน้ำตาง่าย ช่วงนี้อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น แพทย์แผนจีนจะจัดให้อยู่ในช่วง หยินแปรเป็นหยาง และเข้าสู่ หยางระยะยาว ช่วงนี้เราเลยจะบำรุงหยางเป็นหลัก วันนี้แม่นางทานตะวันจะพูดถึงวิธีดูแลตัวเองก่อนมีประจำเดือนกันเจ้าค่ะ หลีกเลี่ยงการกินอาหารฤทธิ์เย็น การกินอาหารฤทธิ์หนาวเย็นมากเกินไปจะทำให้มดลูกเย็นไปด้วย ส่งผลต่อการบีบตัวขับเลือดของมดลูก ทำให้ปวดท้องเมนส์มากๆหรือมีลิ่มเลือด เลือดเมนส์อาจจะน้อยลงจนอาจทำให้ไม่ตั้งครรภ์ก็ได้ ช่วงสองอาทิตย์ก่อนเป็นเมนส์ถึงวันหมดเมนส์ เลยไม่ควรกินอาหารฤทธิ์เย็น เช่น เครื่องดื่มเย็น แตงโม แพร์ กีวี่ แก้วมังกร ผักสด กินอาหารที่มีเส้นใยสูง ลดอาหารเค็ม เพราะช่วงก่อนเราจะเป็นเมนส์ ปริมาณฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจะเพิ่มขึ้น หรือมีน้ำสะสมในร่างกายจนเกิดอาการบวมน้ำ ปวดหัว กระเพาะลำไส้บีบตัวช้าจนมีอาการท้องผูกก่อนเป็นเมนส์ ในช่วงนี้จึงควรกินอาหารจำพวกธัญพืช อาหารจำพวกรากและหัว ข้าวกล้อง ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เพื่อช่วยในการขับถ่าย ลดอาหารเค็ม อาหารหมักดอง เพื่อลดการสะสมของน้ำในร่างกาย เลยเป็นที่มาของอาการบวมน้ำ ลดเครื่องดื่มจำพวกคาเฟอีน ผู้หญิงหลายคนชอบดื่มชา กาแฟเพื่อให้กระปรี้กระเปร่า แต่คาเฟอีนจะทำให้อาการทางจิตใจ เช่น ความกังวล ความเครียดที่สะสมในใจหนักกว่าที่เป็นอยู่ ช่วงก่อนมีประจำเดือนจะเป็นช่วงที่เกิดอาการก่อนมีประจำเดือนหรืออาการ…

  • ประจำเดือนเป็นลิ่มเลือด ทำให้ปวดท้องมากขึ้นจริงหรือ?

    สาวๆ เคยสังเกตไหมว่า เวลาประจำเดือนมีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ อาการปวดท้องมักจะรุนแรงขึ้นกว่าปกติ? 😣 หลายคนอาจสงสัยว่า “ลิ่มเลือดเกี่ยวอะไรกับอาการปวดท้องเมนส์?” จริงๆ แล้ว การมีลิ่มเลือดปนออกมากับประจำเดือน อาจเป็นทั้งเรื่องปกติและสัญญาณของความผิดปกติได้! วันนี้เรามาไขข้อข้องใจกันว่า ลิ่มเลือดส่งผลต่ออาการปวดท้องประจำเดือนยังไง และเมื่อไหร่ที่ควรระวัง? 🚨 🩸 ลิ่มเลือดในประจำเดือนคืออะไร? ทำไมถึงเกิดขึ้น? ปกติแล้ว เลือดประจำเดือนจะออกมาเป็นของเหลว แต่บางครั้งอาจจับตัวเป็นลิ่มก่อนออกจากมดลูก ซึ่งเกิดจาก: ✅ เลือดออกมากและเร็วเกินไป → ทำให้สารกันเลือดแข็งตัว (Anticoagulants) ทำงานไม่ทัน เลือดจึงจับตัวเป็นก้อนก่อนออกมา✅ มดลูกบีบตัวช้า → ทำให้เลือดค้างอยู่ในมดลูกนานขึ้น จับตัวเป็นลิ่มก่อนถูกขับออกมา✅ เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกมากกว่าปกติ → ทำให้เลือดที่ออกมามีชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อปนออกมาด้วย 💡 ข่าวดี! ถ้าลิ่มเลือดมีขนาดเล็ก (ประมาณเหรียญ 1-5 บาท) และไม่มีอาการผิดปกติ ถือว่าเป็นเรื่องปกติของรอบเดือน 💥 ลิ่มเลือดทำให้ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นยังไง? 1️⃣ มดลูกต้องบีบตัวแรงขึ้นเพื่อขับลิ่มเลือดออก 🏋️‍♀️ ปกติแล้ว มดลูกจะบีบตัวเป็นจังหวะเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา แต่ถ้ามีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ มดลูกต้องใช้แรงมากขึ้น ทำให้: ❌…

  • 5 วิธีแสนง่าย ลดบวมน้ำก่อนเป็นเมนส์

    อาการบวมน้ำตอนที่เป็นเมนส์ส่งผลให้สาวๆบางคนไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน วันนี้แม่นางทานตะวันเลยรีบจรลีค้นตำราก้นหีบเพื่อจะดูว่ามีเคล็ดวิชาอะไรบ้างที่จะช่วยให้เพื่อนๆหายจากอาการบวมน้ำที่เกิดขึ้นในช่วงที่เป็นเมนส์ได้บ้าง และแล้วในที่สุดก็เจอกับเคล็ดวิชา(ไม่)ลับที่จะช่วยลดอาการบวมน้ำของเพื่อนๆ แล้วเจ้าค่ะ!! ออกกำลังกายกระตุ้นการไหลเวียนเลือด การกระตุ้นการไหลเวียนเลือด คือเคล็ดวิชาแรกของการกำจัดอาการบวมน้ำ!! การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมมีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดอย่างมาก คนที่ทำงานธุรการหรือเป็นวิศวกร มักต้องนั่งนานๆ จึงควรหาโอกาสยืดเส้นยืดสายบ้าง เช่น ลุกไปเข้าห้องน้ำ เติมน้ำดื่มหรือยืดเหยียดร่างกาย เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น แช่น้ำอุ่นกระตุ้นการไหลเวียนเลือด การแช่น้ำอุ่นจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว ทำให้แรงดันเลือดสูงขึ้น แรงส่งกลับของหลอดเลือดดำจะสูงตามไปด้วย การไหลเวียนของน้ำเหลืองก็จะราบรื่นขึ้น ลองใส่หัวน้ำหอมหรือสบู่เหลวกลิ่นที่ชอบลงในอ่างอาบน้ำ เปิดดนตรีสบายๆ ให้ผ่อนคลาย จะทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้น กินอาหารที่ช่วยขับปัสสาวะ การปัสสาวะบ่อยๆจะช่วยระบายน้ำภายในร่างกายให้ลดลง เพราะฉะนั้นเราเลยควรกินอาหารที่มีสรรพคุณช่วยให้ขับปัสสาวะให้มากขึ้น เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ลูกเดือย ฟักเขียว ผักบุ้ง ผักชี ปวยเล้ง ผักกาดขาว แตงโม มะละกอ จะช่วยให้ร่างกายขับน้ำส่วนเกินออกไป หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสเค็ม โซเดียมในอาหารรสเค็มจะทำให้มีน้ำสะสมในร่างกายและขับออกยาก คนที่ช่วงล่างมีอาการบวมน้ำควรหลีกเลี่ยงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ซุปก้อนและอาหารรสเค็มอื่นๆ เลือกชุดชั้นในที่เหมาะสม ชุดชั้นในที่เน้นส่วนเว้าส่วนโค้งเช่นพวกสเตรย์รัดหน้าท้องหรือบอดี้สูทอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย เพราะจะทำให้การไหลเวียนเลือดติดขัด จนส่งผลให้ช่วงล่างบวมน้ำ ไม่เพียงทำให้ส่วนเว้าส่วนโค้งหายไป สุขภาพก็จะแย่ลงด้วย อาการบวมน้ำถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของสาวๆที่รักสวยรักงาม ยิ่งช่วงที่เป็นเมนส์หงุดหงิดงุ่นง่านมากอยู่แล้ว ตื่นมาดันเจอว่าหน้าบวมตัวบวมอีกยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ ถ้าใครไม่อยากมีอาการบวมน้ำ อย่าลืมทำตามเคล็ดวิชาที่แม่นางทานตะวันนำมาถ่ายทอดให้นะเจ้าคะ…

  • 4 สาเหตุผิวแห้งก่อนมีประจำเดือนที่ควรรู้

    สวัสดีเจ้าค่ะสาวๆ หลังจากพูดถึงปัญหาผิวมันไปกันแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงปัญหาผิวแห้งก่อนมีประจำเดือนกันนนนนนน ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สาวๆ หลายคนต้องเคยเจอ โดยเฉพาะสาวๆ ที่มีผิวแห้งอยู่แล้ว ยิ่งจะรู้สึกได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อใกล้จะมีประจำเดือน เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าช่วงก่อนมีประจำเดือนนั้น ร่างกายของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ซึ่งส่งผลให้ผิวของเราผลิตน้ำมันน้อยลง ทำให้ผิวแห้งกร้านได้ง่ายนั่นเองค่ะ อาการผิวแห้งก่อนมีประจำเดือนนั้น อาจมีได้หลายระดับ ตั้งแต่ผิวแห้งเล็กน้อย จนถึงผิวแห้งมากจนลอกเป็นขุยเลยก็มี สาวๆ ที่มีผิวแห้งมาก อาจจะรู้สึกคันยิบๆ หรือแสบๆ ได้ด้วย ซึ่งก็ยิ่งสร้างความรำคาญใจให้กับสาวๆ เข้าไปอีก สาเหตุอื่นๆ ที่ทำผิวแห้งก่อนมีประจำเดือน อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า สาเหตุหลักที่สาวๆ ผิวแห้งก่อนมีประจำเดือนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้มีส่วนสำคัญในการควบคุมการผลิตน้ำมันในผิวหนังของเรา เมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงในช่วงก่อนมีประจำเดือน ก็จะส่งผลให้ผิวของเราผลิตน้ำมันน้อยลงด้วย ทำให้ผิวแห้งกร้านได้ง่ายนั่นเอง นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ ก็อาจส่งผลให้ผิวแห้งก่อนมีประจำเดือนได้ด้วย เช่น อากาศแห้ง อากาศแห้งในช่วงฤดูหนาวหรือในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ อาจทำให้ผิวแห้งได้ง่ายขึ้น การอาบน้ำอุ่นจัด การอาบน้ำอุ่นจัดเป็นเวลานานๆ อาจชะล้างน้ำมันธรรมชาติออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งได้ การใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่รุนแรง การใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่รุนแรง อาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้ การขาดความชุ่มชื้น การดื่มน้ำไม่เพียงพอหรือการไม่ทาครีมบำรุงผิว อาจทำให้ผิวแห้งได้ ผิวแห้งก่อนมีประจำเดือน เป็นปัญหาที่สาวๆ หลายคนต้องเคยเจอ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ สาวๆ…

  • รู้จักสรรพคุณ’โสม’ ลดปวดท้องประจำเดือน

    โสมเป็นหนึ่งในสมุนไพรชื่อดังลำดับต้นๆ เรียกได้ว่าเกือบทุกคนต้องเคยได้ยินคำว่าโสมมมมมมมมมมมมมมมมมาก่อน วันนี้แม่นางทานตะวันจะมาเปิดคัมภีร์อภิปรายกันว่าโสมมีส่วนช่วยในการลดอาการปวดท้องประจำเดือนของสาวๆ อย่างเราบ้างหรือเปล่า!!? โสมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาหลากหลาย มีหลายชนิดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะโสมเกาหลี (Panax ginseng) ที่มีงานวิจัยรองรับสรรพคุณทางยาเป็นจำนวนมาก โสมมีฤทธิ์ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง ช่วยให้ร่างกายสดชื่น แก้อ่อนเพลีย ช่วยให้นอนหลับสบาย ลดความเครียด และช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย หนึ่งในสรรพคุณของโสมที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน โสมมีสารออกฤทธิ์หลายชนิดที่ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ เช่น สำหรับสรรพคุณของโสมที่ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนนั้น มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Ethnopharmacology พบว่าโสมมีสารออกฤทธิ์ที่เรียกว่า จินเซโนไซด์ (ginsenosides) โดยโสมจะไปออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยลดการหดรัดตัวของมดลูกและยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดอาการบวมและการอักเสบของมดลูก จึงช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Alternative and Complementary Medicine พบว่า การรับประทานโสมเกาหลีวันละ 500 มิลลิกรัมเป็นเวลา 3 เดือน ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยอาการปวดลดลงเฉลี่ย 50% มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโสมกับอาการปวดประจำเดือน พบว่าโสมสามารถช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ โดยงานวิจัยบางชิ้นพบว่าโสมสามารถช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้เทียบเท่ากับยาแก้ปวดชนิดไม่ใช้สเตียรอยด์ (Non-steroidal…