เมนส์มาช่วงไหนผิวสวยสุด? บำรุงยังไงให้ปัง!

เคยไหม? บางวันตื่นมาส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าผิวใส เปล่งปลั่ง แต่งหน้าง่ายสุดๆ! แต่บางช่วงกลับหน้าหมอง รูขุมขนกว้าง แถมสิวขึ้นแบบงงๆ 😩 นั่นเป็นเพราะ ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด!

แต่ข่าวดีคือ มีช่วงหนึ่งที่ ผิวดีที่สุด เหมาะกับการบำรุงสุดๆ ถ้าอยากให้ผิวสวยสุขภาพดี ต้องรู้จังหวะให้ถูก! 💖✨

แล้วช่วงไหนล่ะที่ ผิวดีที่สุด เหมาะกับการบำรุงที่สุด? วันนี้เรามาหาคำตอบกัน! 💖✨


🌸 ช่วงหลังประจำเดือน (Follicular Phase) ผิวสวยสุด!

ช่วง 7-14 วันหลังจากเมนส์หมด หรือที่เรียกว่า ช่วงฟอลลิคูลาร์ (Follicular Phase) เป็นช่วงที่ ผิวดีที่สุด! เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนพุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดีๆ กับผิวแบบนี้!

ผิวเต่งตึง ฉ่ำวาว – คอลลาเจนและกรดไฮยาลูรอนิกในผิวเพิ่มขึ้น ผิวเลยดูฟูเด้ง ✨
ผิวเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ – น้ำมันบนผิวสมดุลขึ้น ทำให้หน้าไม่มัน ไม่แห้งเกินไป
แต่งหน้าติดทน เมคอัพเป๊ะ! – ช่วงนี้รองพื้นแนบเนียน ไม่เป็นคราบง่าย 💄
เหมาะกับการทำทรีตเมนต์ – เพราะผิวแข็งแรงขึ้น รับการบำรุงได้ดีที่สุด


🧴 วิธีบำรุงผิวให้ผ่องใสช่วงนี้!

💖 เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว – ใช้ เซรั่มไฮยาลูรอนิค หรือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นล้ำลึก
💖 เติมอาหารผิวให้กระจ่างใส – ใช้ เซรั่มวิตามินซี หรือไนอะซินาไมด์ ช่วยให้ผิวดูไบรท์ขึ้น
💖 ลองทำทรีตเมนต์หรือมาส์กหน้า – เพราะผิวแข็งแรงขึ้น รับการบำรุงได้ดีสุดๆ
💖 กินอาหารที่ช่วยเสริมผิว – เช่น ปลาแซลมอน ถั่ว และผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

ช่วงนี้คือ โอกาสทองของการบำรุงผิว! ถ้าอยากให้ผิวสวยใสตลอดเดือน อย่าลืมดูแลให้เต็มที่นะ!


🔹 ดังนั้นช่วงหลังเมนส์ (7-14 วันหลังประจำเดือน) คือ ช่วงที่ผิวสวยที่สุด!
🔹 ผิวจะ ชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง รูขุมขนกระชับ ดูสุขภาพดีสุดๆ
🔹 เหมาะกับการ บำรุงผิวแบบจัดเต็ม ทั้งมอยส์เจอร์ เซรั่ม และทรีตเมนต์ต่างๆ

ถ้าสาวๆ อยากให้ผิวสวย ช่วงนี้แหละ! คือเวลาทองที่ต้องบำรุงให้เต็มที่ 💖✨

Tips

รวมเคล็ดลับบำรุงแก้ปวดประจำเดือน

  • ปวดเดือนนี้ เดือนหน้า เดือนต่อไป? ถึงเวลาฟื้นฟูแล้ว!
  • รวมสาระน่ารู้การดูแลสุขภาพผู้หญิง
  • ติดตามสาระน่ารู้สุขภาพผู้หญิงผ่านไลน์เลย
PRODUCT

แนะนำสูตรวิจัยอาหารเสริมNV7

แก้ปวดประจำเดือน

🌿 ไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่ป้องกันไม่ให้ปวดอีกต่อไป!

  • เบื่อมั้ย? กับอาการปวดท้องประจำเดือนที่ทรมานจนต้องนอนซม ❓❓❓ ปวดท้องเมนส์จนหมดแรง? 😭😭😭
  • บอกลาความทรมานในทุกเดือน ด้วยตัวช่วยดีๆ ไม่ต้องทนปวดอีกต่อไป
  • อาหารเสริมจากธรรมชาติ ฟื้นฟูมดลูกจากต้นเหตุ บอกลาปัญหาปวดประจำเดือน!

ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางไลน์

Similar Posts

  • โรคอ้วน ภัยเงียบที่ทำร้ายรอบเดือนของสาวๆ!!

    ในวิถีชีวิตที่เร่งรีบและอยู่ประจำทุกวันนี้ โรคอ้วนได้ กลายเป็นข้อกังวลที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก นอกเหนือจากผลกระทบที่ทราบกันดีต่อสุขภาพกายแล้ว โรคอ้วนยังสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ของสาวๆ อย่างเราอีกด้วย ผลกระทบที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักประการหนึ่งคืออาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ซึ่งรบกวนสมดุลอันละเอียดอ่อนของรอบประจำเดือนของผู้หญิง วันนี้แม่นางทานตะวันจะเจาะลึกความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างโรคอ้วนและประจำเดือนมาไม่ปกติ สำรวจกลไกเบื้องหลัง และให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม มาร่วมสำรวจประเด็นสำคัญด้านสุขภาพของผู้หญิงไปด้วยกันนะเจ้าคะ โรคอ้วนส่งผลต่อรอบเดือนอย่างไร โรคอ้วนอาจส่งผลต่อรอบเดือนของสาวๆ ได้หลายวิธี ดังนี้ ประจำเดือนมาไม่ปกติแบบไหนที่เกิดจากโรคอ้วน วิธีป้องกันประจำเดือนมาไม่ปกติจากโรคอ้วน วิธีป้องกันประจำเดือนมาไม่ปกติจากโรคอ้วนที่ดีที่สุด คือ การลดน้ำหนักลงอย่างเหมาะสม โดยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด เป็นต้น หากไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำ ตัวอย่างการลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรหักโหมจนเกินไป โดยควรลดน้ำหนักให้ได้ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ วิธีการลดน้ำหนักที่แนะนำ ได้แก่ ใครว่าโรคอ้วนเป็นแค่ปัญหาเรื่องรูปร่างหน้าตาเท่านั้น รู้ไหมว่าโรคอ้วนยังอาจส่งผลต่อรอบเดือนของสาวๆ อีกด้วย ใช่แล้วล่ะ โรคอ้วนอาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้ แบบนี้สาวๆ คงต้องหันมาใส่ใจสุขภาพกันหน่อยแล้วนะเจ้าคะ Tips รวมเคล็ดลับบำรุงแก้ปวดประจำเดือน PRODUCT แนะนำสูตรวิจัยอาหารเสริมNV7 แก้ปวดประจำเดือน 🌿 ไม่ใช่แค่แก้ปวด แต่ป้องกันไม่ให้ปวดอีกต่อไป! ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางไลน์

  • ลาก่อนคิดลบ! เปิดโหมดคิดบวกในวันแดงเดือด 🩸🎉

    สาวๆ ทั้งหลาย! 🙋‍♀️ รู้หรือไม่ว่าช่วงวันแดงเดือดของเรา ไม่ได้มีแค่อาการปวดท้อง อารมณ์แปรปรวน 😭 แต่ยังมีวิธีเปลี่ยนอารมณ์ให้กลายเป็นช่วงเวลาดีๆ ได้เหมือนกัน! 🥳 เลิกขมวดคิ้ว แล้วมาเปิดโหมดคิดบวกไปกับเคล็ดลับง่ายๆ ที่แม่นางทานตะวันเอามาฝากกันดีกว่า! ✨ 1. เสกห้องน้ำให้เป็นสปาส่วนตัว 💆‍♀️✨ ช่วงวันแดงเดือดแบบนี้ ขอผ่อนคลายสักหน่อยเถอะ! จุดเทียนหอม 🕯️ เปิดเพลงคลอเบาๆ 🎶 เตรียมอ่างอาบน้ำอุ่นๆ 🛁 เติมบาธบอมบ์หอมๆ แล้วนอนแช่น้ำให้ผ่อนคลาย 😌 รับรองว่าความคิดฟุ้งซ่าน หงุดหงิดต่างๆ จะหายวับไปกับตา! แต่อย่าแช่นานนะ เพราะความเย็นไม่ดีต่อสาวๆที่เป็นประจำเดือน! 2. หาของอร่อย (และดีต่อสุขภาพ!) 🍫🍓 ใครบอกว่าช่วงเป็นเมนส์จะกินอะไรอร่อยๆ ไม่ได้! 😋 จัดเลยเจ้าค่ะ! แต่ขอเป็นของอร่อยที่เป็นมิตรต่อสุขภาพหน่อยนะ 😉 ผลไม้สด 🍓🍌 ดาร์กช็อกโกแลต 🍫 สมูทตี้ 🥤 รับรองว่าจะช่วยเพิ่มความสุข แถมยังดีต่อร่างกายด้วย! 3. Netflix and Chill…

  • ทำไมมดลูกถึงบีบตัวจนปวดท้องประจำเดือน??

    ถ้าเราศึกษาแค่พื้นๆ เราจะรู้กันว่าอาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากการบีบรัดตัวของมดลูก แต่ๆๆ การบีบตัวของมดลูกที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนเนี่ย เกิดขึ้นได้จากมีหลายสาเหตุมากๆ ไปดูกันเถอะว่าเพราะอะไรมดลูกของเราถึงบีบรัดตัวจนทำเราปวดท้องประจำเดือนกันน้าาาาาาา สารพรอสตาแกลนดิน เมื่อมีการลอกหลุดของเยื่อบุโพรงมดลูกในตอนที่เป็นประจำเดือน สารพรอสตาแกลนดินจะถูกดูดซึมเข้าสู่มดลูก หลอดเลือดของมดลูกจะหดตัวอย่างรุนแรงทำให้มดลูกเกิดภาวะขาดเลือดมาเลี้ยง ในตอนนั้นสารพรอสตาแกลนดินก็จะกระตุ้นปลายประสาทการรับรู้ความเจ็บปวดมากขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนนั่นเอง ฮอร์โมนวาโสเพรสซิน จากการวิจัยพบว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนมีระดับฮอร์โมนวาโสเพรสซินมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นประจำเดือนถึงสองเท่า ในช่วงที่เป็นประจำเดือนต่อมไฮโปธาลามัสจะถูกกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนวาโสเพรสซิน ที่มีผลทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดตัว นำไปสู่สภาวะมดลูกขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนเช่นเดียวกับสารพรอสตาแกลนดิน โดยเฉพาะในช่วงหลังตกไข่ ความผิดปกติทางด้านจิตใจ อาการผิดปกติทางด้านจิตใจเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน เช่น อารมณ์โกรธง่ายและความเครียดมีผลต่ออาการปวดท้องประจำเดือน จากการวิจัยพบว่าความแตกแยกของครอบครัวมีความสัมพันธ์ต่อความเครียดโดยเฉพาะความวิตกกังวล ความซึมเศร้าและอาการปวดประจำเดือน ค้นพบว่าผู้หญิงปวดท้องประจำเดือนจะมีการรับรู้ความเจ็บปวดและความวิตกกังวลมากกว่าคนที่ไม่ปวดท้องประจำเดือน เพราะการรับรู้ความเจ็บปวดมีผลต่อความเจ็บปวดมากกว่า ปัจจัยด้านความเชื่อวัฒนธรรมที่แตกต่าง ในบางพื้นที่มีความเชื่อทางวัฒนธรรมที่ไม่ดีต่อผู้ที่เป็นประจำเดือน เช่น ประจำเดือนเป็นของสกปรก เป็นโรคร้ายแรง ต้องแยกตัวผู้หญิงที่เป็นประจำเดือนออกจากคนอื่นๆ การปฏิบัติตัวเช่นนี้ส่งผลต่ออารมณ์จิตใจของผู้หญิงให้รู้สึกวิตกกังวลและความเครียด ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน ลักษณะเฉพาะของผู้หญิง ลีกษณะเฉพาะบางอย่างของผู้หญิงก็ส่งผลต่อการปวดท้องประจำเดือน  เช่น น้ำหนักเกิน ผอมเกินไป สูงผิดปกติ เต้านมเล็ก นิสัยทำงานจู้จี้จุกจิก เลือกกิน อารามณ์หวั่นไหวง่าย ปากมดลูกมีแผลแต่กำเนิด ช่องทางผ่านของประจำเดือนผิดปกติ เช่น ปากมดลูกตีบตันจากการผ่าตัดและการจี้ด้วยไฟฟ้า ทำให้เลือดประจำเดือนคั่งอยู๋ในโพรงมดลูกนานขึ้น ทำให้มดลูกบีบตัวแรงขึ้นเลยปวดท้องประจำเดือน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่ออาการปวดท้องประจำเดือน นอกจากนี่ยังมีสาเหตุที่อื่นๆที่ทำให้ปวดท้ัองประจำเดือน เช่น ความหนาวเย็นหรือเลือดคั่งในมดลูก…

  • 7 ผลไม้ต้องห้ามช่วงมีประจำเดือน!!!

    ช่วงมีประจำเดือน สาวๆ หลายคนคงอยากจะดูแลตัวเองเป็นพิเศษ~~~~~ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะไม่อยากให้เกิดอาการปวดท้องหรืออึดอัดแน่นท้อง แต่รู้หรือไม่ว่ามีผลไม้บางชนิดที่ไม่ควรกินในช่วงมีประจำเดือน!!!! เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนหรืออาการอื่นๆในช่วงมีประจำเดือนได้ 1. ทุเรียน ยังไม่มีการวิจัยที่ชัดเจนเกี่ยวกับการห้ามกินทุเรียนตอนมีประจำเดือน แต่สาวๆ คงเคยได้ยินมาบ้างว่าทุเรียนเป็นของแสลง กินตอนเป็นประจำเดือนจะไม่ค่อยดีนัก เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน จึงอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นได้ นอกจากนี้ทุเรียนยังมีไขมันสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วยยยยยย 2. มังคุด ราชินีแห่งผลไม้ไทยอย่างมังคุดนั้นเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น โดยปกติจะช่วยคลายร้อนและช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้น แต่เพราะมังคุดมีฤทธิ์เย็นนี่เอง จึงอาจทำให้เกิดอาการประจำเดือนมาไม่ปกติได้ และมังคุดก็ยังมีสารแทนนินสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องผูก 3. เงาะ เงาะเป็นผลไม้ที่มีธาตุเหล็กมาก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ลดอาการอ่อนเพลียอ่อนล้าในช่วงที่มีประจำเดือน ควรกินในช่วง’ก่อน’หรือ’หลัง’มีประจำเดือน แต่ไม่ควรกินช่วงที่มีประจำเดือน เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ และเงาะยังมีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้อีกด้วย 4. ลำไย สาวๆ คงเคยได้ยินมาบ้างว่าลำไยเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน ถ้ากินมากเกินไปอาจทำให้เป็นร้อนในได้ สาเหตุนั้นเป็นเพราะลำไยเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนนั่นเอง และเพราะสาเหตุนี้เช่นกันจึงอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติได้ นอกจากนี้ลำไยเองก็เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงที่อาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดประจำเดือนได้ 5. ขนุน จะเห็นจากข้ออื่นๆ ว่าในช่วงที่ประจำเดือนไม่ควรกินผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียนและลำไย ขนุนเองก็เป็นผลไม้ที่มีรสหวานและมีฤทธิ์ร้อน อาจทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น จึงอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนมากๆ 6. แก้วมังกร แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่สาวๆ…

  • ไข้ทับระดู ทำไมถึงเป็นไข้ตอนเป็นประจำเดือน?

    แม่นางทานตะวันสวัสดีค่าาาาาา ไฮๆ นะเจ้าคะ วันนี้พบเจอกันกับหัวข้อที่ว่าไข้ทับระดู ทำไมถึงเป็นไข้ทับระดูตอนเป็นประจำเดือน? ไข้ทับระดูคืออะไรน้าาาาา ไข้ทับระดู คือ ภาวะที่ผู้หญิงมีไข้สูงในช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน โดยมักเกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันแรกของการมีประจำเดือน มักมีอาการไม่รุนแรงและจะหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน ยังไงก็ตามในบางรายอาจมีอาการรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เลยทีเดียว เพราะอาการหนักมากกกกกกก สาเหตุของไข้ทับระดู สาเหตุที่แน่ชัดของไข้ทับระดูยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เช่นเดียวกับสาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายช่วงมีประจำเดือน โดยเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone) ซึ่งมีระดับสูงในช่วงก่อนมีประจำเดือนและจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อมีประจำเดือนมา นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อในมดลูกหรือช่องคลอดได้!!!! อาการของไข้ทับระดู – มีไข้สูง– ปวดหัว– ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ– อ่อนเพลีย– คลื่นไส้อาเจียน– ท้องเสีย– ปวดท้องน้อย– ปวดหลัง– เจ็บคอ– ไอ– น้ำมูกไหล– ปวดตา– ไวต่อแสง– เบื่ออาหาร– นอนไม่หลับ การรักษาไข้ทับระดู โดยทั่วไปแล้ว ไข้ทับระดูมักไม่รุนแรงและจะหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน อย่างไรก็ตามหากมีอาการรุนแรงหรือไม่หายไปภายใน 2-3 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา โดยแพทย์อาจให้ยาพารา หรือไอบูโพรเฟนเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวด นอกจากนี้แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะหากพบว่ามีการติดเชื้อ การป้องกันไข้ทับระดู…

  • ระวัง! 5 นิสัย ไม่อยากปวดท้องเมนส์ต้องดู!!

    ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตไปกับนิสัยแย่ๆ จนคิดว่ามันคือเรื่องปกติ ทั้งนอนดึก กินน้ำน้อย ไม่กินข้าวเช้า ทำในวันธรรมดาก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันไม่ดี แล้วรู้ไหม ยิ่งถ้าทำในวันที่เป็นเมนส์จะแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกมาผิดปกติจนปวดท้องเมนส์หนักกว่าเดิมยังไงล่ะ ไปดูกันดีกว่าว่านิสัยแบบไหนที่จะทำเธอปวดท้องเมนส์จนต้องร้องขอชีวิต!! 1.อุณหภูมิ บางคนรู้สึกว่ามันร้อนเกินไปใช่ไหมล่ะ เธอเลยใช้ชีวิตด้วยความเย็นอยู่รอบตัวขนาดนี้ ดื่มแต่น้ำเย็นจัด ชอบกินหรือเคี้ยวน้ำแข็ง ชอบทานไอศกรีมเย็นๆ หรือชอบแช่น้ำในอ่างอาบน้ำผ่อนคลายในอ่างสักชั่วโมง นิสัยแบบนี้ทำร่างกายเธอเย็นไปด้วย ท้องน้อยก็เย็น เดี๋ยวปวดท้องเมนส์เอานะ 2.การลดน้ำหนัก ลดน้ำหนักก็ดีอยู่หรอกนะถ้าทำถูกต้อง แต่นิสัยเสียๆ บางอย่างไม่ควรเอามาทำช่วงเป็นเมนส์นะ ทั้งการไม่กินข้าวจนเป็นนิสัย น้ำหนักตัวไม่คงที่เดี๋ยวลดเดี๋ยวเพิ่ม หรือรีบน้ำหนักลดทีเดียวหลายกิโลต่อเดือนขนาดนั้น ไม่ดีต่อสุขภาพมดลูกเราเลยนะ 3.การกินและดื่ม การกินเป็นการรับของเสียเข้าร่างกายได้ง่ายมากๆ มีหลายวิธีที่จะทำเราปวดท้องเมนส์จนต้องปาดน้ำตา ทั้งการไม่กินข้าวเช้า กินข้าวไม่ตรงเวลา ชอบกินแต่เนื้อ ไม่ยอมกินผัก กินมาม่า กินอาหารแช่แข็งบ่อยๆ ชอบกินอาหารฟาสต์ฟูส ชอบกินของหวาน เช่น เค้ก เครป คุ้กกี้ ขนมหวานๆ เนี่ยหลีกเลี่ยงหน่อยนะ  นอกจากนี้กินน้ำน้อย ดื่มแอลกอฮอลล์บ่อยๆ ดื่มกาแฟมากกว่า 5 แก้วต่อวันก็ไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขภาพมดลูกเราด้วยนะ 4.การนอน อีกหนึ่งนิสัยแย้แย่ที่แก้ไม่ได้ ส่งผลให้วงจรร่างกายสับสน ไปหมด…